ประเภทของประกันภัยทางทะเล

อัพเดทล่าสุด:

Marine Insurance

ประกันภัยทางทะเลคือสัญญาประกันภัยประเภทหนึ่งที่ให้ความคุ้มครองความสูญเสียทางการเงินอันเกิดจากภัยทางทะเล ภัยจากการขนส่ง และความรับผิดที่เกิดขึ้นในระหว่างการเดินเรือหรือการค้าระหว่างประเทศ ประเภทของประกันภัยทางทะเลแบ่งออกตามความคุ้มครองเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ ตัวเรือ (Hull) สินค้า (Cargo) ค่าระวาง (Freight) และความรับผิด (Liability) โดยแต่ละหมวดปกป้องผลประโยชน์คนละส่วนของห่วงโซ่การขนส่งทางทะเล สำหรับขอบเขตของประกันภัยทางทะเลไม่ได้จำกัดเฉพาะเส้นทางทะเลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการขนส่งทางอากาศ ทางบก และการขนส่งต่อเนื่องที่เชื่อมต่อกันทั้งหมด ทำให้ประกันภัยทางทะเลกลายเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ครอบคลุมวงจรการค้าระหว่างประเทศทั้งระบบ

Marine Insurance Diagram

ประกันภัยตัวเรือ

ประกันภัยตัวเรือคือกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลที่คุ้มครองความเสียหายทางกายภาพของตัวเรือ ทั้งโครงสร้าง เครื่องยนต์ และอุปกรณ์ที่ติดตั้งบนเรือจากเหตุการณ์ เช่น เรือชน เรือเกยตื้น ไฟไหม้ ระเบิด และพายุ ประกันภัยตัวเรือมีสองรูปแบบหลักที่ใช้กันในตลาดไทย รูปแบบแรกคือแบบรายปีสำหรับเรือที่ออกปฏิบัติการสม่ำเสมอ และรูปแบบที่สองคือแบบรายเที่ยวสำหรับการเดินเรือเฉพาะครั้ง ประกันภัยตัวเรือสัมพันธ์โดยตรงกับมูลค่าตลาดของเรือ อายุเรือ และพื้นที่ปฏิบัติการ ซึ่งเป็นสามปัจจัยหลักที่ผู้รับประกันภัยใช้คำนวณเบี้ยประกัน

เรือพาณิชย์ลำหนึ่งมีมูลค่าตั้งแต่หลักสิบล้านจนถึงหลักพันล้านบาท ค่าซ่อมหลังเรือชนกันหรือเกยตื้นอาจสูงถึง 20 ถึง 30% ของมูลค่าเรือในครั้งเดียว ในตลาดไทย บริษัทกรุงเทพประกันภัย โตเกียวมารีน ประเทศไทย และคาเธ่ย์ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ ต่างเสนอกรมธรรม์ประกันภัยตัวเรือที่ครอบคลุมเรือพาณิชย์ เรือประมง เรือยอร์ช และเรือบรรทุกน้ำมัน โดยเบี้ยประกันจะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับประวัติการเรียกร้องค่าสินไหมและเส้นทางเดินเรือที่ใช้ เรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกาและอ่าวเบงกอลจะมีอัตราเบี้ยต่างจากเรือที่วิ่งเฉพาะชายฝั่งอ่าวไทย ทั้งนี้ ประกันภัยตัวเรือไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนปกป้องสินทรัพย์หลักของกิจการเดินเรือ เจ้าของเรือที่ไม่มีกรมธรรม์นี้กำลังรับความเสี่ยงทางการเงินที่อาจทำให้ธุรกิจทั้งหมดพังได้ในอุบัติเหตุครั้งเดียว

ประกันภัยสินค้า

ประกันภัยสินค้าคือกรมธรรม์ประกันภัยที่คุ้มครองสินค้าจากความสูญเสียหรือความเสียหายระหว่างขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นทางเรือ ทางอากาศ หรือทางบก ตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง ประกันภัยสินค้าให้ความคุ้มครองตั้งแต่แบบครอบคลุมทุกความเสี่ยงไปจนถึงแบบที่ระบุภัยคุ้มครองอย่างจำกัด และใช้ได้กับการค้าระหว่างประเทศทุกรูปแบบทั้งการนำเข้าและส่งออก ประกันภัยสินค้าสัมพันธ์โดยตรงกับห่วงโซ่อุปทาน เพราะทุกครั้งที่สินค้าเคลื่อนออกจากโกดัง ความเสี่ยงจากการสูญหายและความเสียหายก็เริ่มต้นทันที

สินค้าที่ไม่มีประกันภัยคือความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น เจ้าของสินค้าที่ไม่มีความคุ้มครองนี้ต้องแบกรับค่าเสียหายทั้งหมดเองหากสินค้าสูญหายหรือเสียหายระหว่างทาง ซึ่งในกรณีสินค้ามูลค่าสูง ตัวเลขนั้นอาจหลายสิบล้านบาทในครั้งเดียว สำหรับธุรกิจส่งออกและนำเข้าในไทย ประกันภัยสินค้าไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นรากฐานของการบริหารความเสี่ยงที่ขาดไม่ได้

ประกันภัยคุ้มครองและชดเชยความเสียหาย (P&I)

ประกันภัยคุ้มครองและชดเชยความเสียหาย (Protection and Indemnity Insurance หรือ P&I) คือกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลที่คุ้มครองความรับผิดทางกฎหมายของเจ้าของเรือหรือผู้ประกอบการเดินเรือต่อบุคคลภายนอก ลูกเรือ และสิ่งแวดล้อมทางทะเล อันเกิดจากการปฏิบัติงานของเรือ ประกันภัยคุ้มครองและชดเชยความเสียหายครอบคลุมความรับผิดจากการชนเรือ มลพิษทางทะเล การบาดเจ็บของลูกเรือ และค่าใช้จ่ายทางกฎหมายในการต่อสู้คดีสากล P&I มีความแตกต่างจากประกันภัยตัวเรือตรงที่มุ่งคุ้มครองความรับผิดต่อผู้อื่น ไม่ใช่ความเสียหายของตัวเรือเอง

ค่าชดเชยจากคดีมลพิษทางทะเลหรือการชนเรืออาจสูงหลายร้อยล้านบาทในคดีเดียว และท่าเรือหลักในหลายประเทศกำหนดให้เรือต้องมีหลักฐาน P&I ก่อนจะอนุญาตให้จอดเทียบท่า สำหรับเรือสัญชาติไทยที่เดินเรือสากล การไม่มี P&I ไม่ใช่แค่ความเสี่ยง แต่อาจหมายถึงการถูกกักเรือในต่างประเทศ

ประกันการขนส่งสินค้า

ประกันการขนส่งสินค้าคือการประกันภัยที่คุ้มครองรายได้ค่าระวางหรือค่าขนส่งที่ผู้ขนส่งหรือเจ้าของเรืออาจสูญเสียไป เมื่อสินค้าถูกทำลาย สูญหาย หรือไม่ได้รับการส่งมอบ อันเนื่องจากเหตุการณ์ที่ได้รับความคุ้มครอง ประกันการขนส่งสินค้าคุ้มครองทั้งค่าระวางที่จ่ายล่วงหน้าและค่าระวางที่จะได้รับเมื่อสินค้าถึงปลายทาง ประกันการขนส่งสินค้าต่างจากประกันภัยสินค้าตรงที่ปกป้องรายได้ค่าระวาง ไม่ใช่มูลค่าสินค้า และมักใช้ควบคู่กันในสัญญาขนส่งระหว่างประเทศ

ค่าระวางที่จ่ายล่วงหน้าหายไปทันทีเมื่อสินค้าไม่ถึงปลายทาง และนั่นส่งผลโดยตรงต่อกระแสเงินสดของธุรกิจ สำหรับบริษัทส่งออกในไทยที่พึ่งรายได้ค่าระวางเป็นส่วนหลัก ประกันการขนส่งสินค้าคือเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงทางการเงินที่ถูกมองข้ามบ่อย

การประกันภัยความรับผิดทางทะเล

การประกันภัยความรับผิดทางทะเลคือการประกันภัยที่คุ้มครองความรับผิดทางกฎหมายของผู้ที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การขนส่งทางทะเล ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของเรือ ผู้รับจัดการขนส่ง ตัวแทนเรือ หรือท่าเรือ ต่อความเสียหายที่เกิดกับบุคคลภายนอก ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อม การประกันภัยความรับผิดทางทะเลครอบคลุมผู้ให้บริการในห่วงโซ่การขนส่งได้กว้างกว่าประกันภัยคุ้มครองและชดเชยความเสียหาย (P&I) เพราะรวมถึงผู้ประกอบการที่ไม่ใช่เจ้าของเรือโดยตรง เช่น ผู้รับจัดการขนส่งสินค้าและผู้ให้บริการโกดัง การประกันภัยความรับผิดทางทะเลสัมพันธ์โดยตรงกับมาตรฐานความรับผิดสากลที่ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ต้องปฏิบัติตาม

ธุรกิจโลจิสติกส์ในไทยที่รับผิดชอบสินค้าของลูกค้าทุกวันโดยไม่มีประกันภัยนี้กำลังเสี่ยงกับการถูกฟ้องร้องที่อาจกลืนกำไรทั้งปีในคดีเดียว อุบัติเหตุระหว่างการขนถ่ายสินค้าเกิดขึ้นบ่อยกว่าที่คิด และค่าเสียหายที่ตามมาสามารถเกินความสามารถในการชำระหนี้ของธุรกิจขนาดเล็กได้โดยไม่มีการเตือนล่วงหน้า

การประกันภัยความเสี่ยงสงคราม

การประกันภัยความเสี่ยงสงครามคือกรมธรรม์ประกันภัยเสริมที่คุ้มครองความเสียหายหรือการสูญเสียที่เกิดจากสงคราม การก่อการร้าย การจลาจล และการยึดเรือโดยรัฐบาลต่างประเทศ ซึ่งภัยเหล่านี้ถูกยกเว้นออกจากกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลมาตรฐานทุกฉบับ การประกันภัยความเสี่ยงสงครามครอบคลุมทั้งตัวเรือ สินค้า และลูกเรือ และต้องซื้อแยกต่างหากจากกรมธรรม์หลัก การประกันภัยความเสี่ยงสงครามสัมพันธ์โดยตรงกับสถานการณ์ความขัดแย้งในเส้นทางเดินเรือสากล โดยเฉพาะทะเลแดง อ่าวเอเดน และช่องแคบฮอร์มุซ

ภัยสงครามไม่ใช่เรื่องไกลตัวสำหรับเรือสัญชาติไทยอีกต่อไปแล้ว ดังที่เห็นจากกรณีเรือไทยที่ถูกโจมตีในทะเลแดงเมื่อต้นปี 2569 เจ้าของเรือที่ส่งเรือผ่านพื้นที่เสี่ยงโดยไม่มีการประกันภัยความเสี่ยงสงคราม กำลังรับความเสี่ยงที่ประกันภัยตัวเรือมาตรฐานไม่ครอบคลุม

การสูญเสียการประกันภัยการจ้างงาน

การสูญเสียการประกันภัยการจ้างงานคือการประกันภัยที่คุ้มครองรายได้ค่าเช่าเรือที่เจ้าของเรือสูญเสียไประหว่างที่เรือหยุดดำเนินการเพื่อซ่อมแซมความเสียหายจากเหตุการณ์ที่เอาประกันภัยไว้ การสูญเสียการประกันภัยการจ้างงานกำหนดจำนวนวันคุ้มครองและอัตราค่าชดเชยต่อวันตามที่ตกลงกันล่วงหน้า และทำงานควบคู่กับประกันภัยตัวเรือเสมอ การสูญเสียการประกันภัยการจ้างงานสัมพันธ์โดยตรงกับกระแสเงินสดของธุรกิจ เพราะเรือที่จอดซ่อมอยู่ในอู่ไม่สร้างรายได้ แต่ยังมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายทุกวัน

ประกันภัยตัวเรือจ่ายค่าซ่อม แต่ไม่จ่ายรายได้ที่หายไประหว่างซ่อม นั่นคือช่องว่างที่การสูญเสียการประกันภัยการจ้างงานออกแบบมาเพื่อเติมเต็มโดยตรง สำหรับเจ้าของเรือในไทยที่พึ่งรายได้จากการให้เช่าเรือ กรมธรรม์การสูญเสียการประกันภัยการจ้างงานจึงไม่ใช่ทางเลือกเสริม แต่เป็นส่วนจำเป็นของแผนการเงินที่สมบูรณ์

ประกันภัยความเสี่ยงของผู้สร้างเรือ

ประกันภัยความเสี่ยงของผู้สร้างเรือคือการประกันภัยที่คุ้มครองความเสียหายของเรือและวัสดุก่อสร้างระหว่างกระบวนการต่อเรือหรือซ่อมแซมครั้งใหญ่ ตั้งแต่วันเริ่มต้นวางกระดูกงูจนถึงวันส่งมอบเรือให้กับเจ้าของ ประกันภัยความเสี่ยงของผู้สร้างเรือครอบคลุมโครงสร้างตัวเรือ วัสดุและอุปกรณ์ในอู่ต่อเรือ รวมถึงความเสียหายระหว่างการทดสอบลอยน้ำ (Sea Trials) ประกันภัยความเสี่ยงของผู้สร้างเรือปกป้องทั้งเจ้าของเรือที่สั่งต่อและอู่ต่อเรือพร้อมกัน เพราะทั้งสองฝ่ายมีส่วนได้เสียในทรัพย์สินเดียวกัน

ความเสี่ยงระหว่างการก่อสร้างนั้นสูงมาก ตั้งแต่อัคคีภัย น้ำท่วม ไปจนถึงโครงสร้างพังขณะเชื่อม และการสูญเสียที่เกิดขึ้นโดยไม่มีประกันหมายถึงภาระทางการเงินที่กระทบทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน ในสัญญาต่อเรือทั้งในไทยและระดับสากล ประกันภัยความเสี่ยงของผู้สร้างเรือจึงมักเป็นเงื่อนไขบังคับตั้งแต่แรก ถ้าสัญญาที่คุณถืออยู่ไม่มีข้อนี้ นั่นคือสัญญาณที่ต้องตรวจสอบ

ประกันภัยทางทะเลคืออะไร

ประกันภัยทางทะเลคือกรมธรรม์ประกันวินาศภัยที่คุ้มครองความสูญเสียและความเสียหายของตัวเรือ สินค้า ค่าระวาง และความรับผิดทางกฎหมายจากภัยทางทะเล ไม่ว่าจะขนส่งทางเรือ ทางอากาศ หรือทางบก ประกันภัยทางทะเลมีขอบเขตครอบคลุมทั้งการขนส่งในประเทศและระหว่างประเทศ และโอนความเสี่ยงทางการเงินจากเจ้าของเรือ ผู้ส่งออก และผู้นำเข้าไปยังบริษัทประกันภัย ในทางปฏิบัติ ประกันภัยทางทะเลคุ้มครองตลอดเส้นทางการขนส่ง ตั้งแต่ที่สินค้าออกจากคลังสินค้าต้นทางจนถึงคลังสินค้าปลายทาง ตามเงื่อนไขความคุ้มครองจากคลังสินค้าถึงคลังสินค้า (Warehouse to Warehouse)

จุดประสงค์หลักของประกันภัยทางทะเลคือทำให้ธุรกิจรับมือกับความสูญเสียทางการเงินจากภัยทางทะเลได้ โดยไม่ให้เหตุการณ์เดียวทำลายกิจการทั้งหมด ในประเทศไทย มูลค่าการส่งออกสินค้าเกษตรทางเรือเพียงกลุ่มเดียวอยู่ที่เฉลี่ยกว่า 2.4 แสนล้านบาทต่อปี ยังไม่รวมสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์ และสินค้าอุตสาหกรรมที่มีมูลค่ารวมสูงกว่านี้หลายเท่า ธุรกิจส่งออกที่ไม่มีประกันภัยทางทะเลกำลังรับความเสี่ยงทางการเงินที่ไม่มีตาข่ายรองรับทุกเที่ยวเรือที่ออก

ประกันภัยทางทะเลคุ้มครองความเสี่ยงหลักสี่กลุ่ม ได้แก่ ภัยทางกายภาพ เช่น เรือชน เรือเกยตื้น ไฟไหม้ การจม และพายุที่ทำให้ตัวเรือหรือสินค้าเสียหาย ภัยจากการกระทำของมนุษย์ ครอบคลุมโจรสลัด การลักขโมยสินค้า การก่อวินาศกรรม และการก่อการร้ายในน่านน้ำ ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่กรมธรรม์มาตรฐานหลายฉบับแยกเงื่อนไขออกจากกัน นอกจากนี้ ประกันภัยทางทะเลยังคุ้มครองภัยสิ่งแวดล้อมทางทะเล เช่น น้ำมันรั่วไหลและมลพิษที่เจ้าของเรือต้องรับผิดชอบตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงความรับผิดทางกฎหมายต่อบุคคลภายนอก ลูกเรือที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิต และสินค้าของผู้อื่นที่เสียหายระหว่างการขนส่ง

ประกันภัยสินค้าทางทะเลทำงานอย่างไร

ประกันภัยสินค้าทางทะเลทำงานโดยผู้เอาประกันชำระเบี้ยประกันให้บริษัทประกันภัย เพื่อแลกกับความคุ้มครองมูลค่าสินค้าที่สูญหายหรือเสียหายระหว่างการขนส่งทางเรือ ทางอากาศ หรือทางบก ตามเส้นทางจากคลังสินค้าสู่คลังสินค้า (Warehouse to Warehouse) ประกันภัยสินค้าทางทะเลเริ่มคุ้มครองทันทีที่สินค้าออกจากคลังสินค้าต้นทาง และสิ้นสุดเมื่อสินค้าส่งถึงคลังสินค้าปลายทางตามที่ระบุในกรมธรรม์ เมื่อสินค้าเสียหายหรือสูญหาย ผู้เอาประกันแจ้งเหตุต่อบริษัทประกันภัย รวบรวมหลักฐาน และยื่นเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามมูลค่าความเสียหายจริง

ระดับความคุ้มครองของกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าทางทะเลในไทย แบ่งตามเงื่อนไขสากล Institute Cargo Clauses (ICC) สามระดับ ICC (A) คุ้มครองทุกความเสี่ยง (All Risk) ซึ่งคุ้มครองความเสี่ยงภัยทุกชนิดที่มีสาเหตุจากภายนอก ยกเว้นที่ระบุในข้อยกเว้นเท่านั้น เหมาะกับสินค้ามูลค่าสูงอย่างสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักร ICC (B) ระบุภัยที่คุ้มครองชัดเจน เช่น ไฟไหม้ เรือจม และน้ำท่วมบางกรณี แต่ไม่คุ้มครองความเสียหายจากการขนถ่ายที่ไม่รุนแรง ICC (C) คุ้มครองเฉพาะภัยหลักเท่านั้น เช่น ไฟไหม้และเรือเกยตื้น เบี้ยประกันต่ำที่สุดแต่ความคุ้มครองก็จำกัดที่สุดเช่นกัน บริษัทอย่าง Tokio Marine Safety Insurance และ Thai Vivat Insurance ในไทยใช้มาตรฐาน ICC ทั้งสามนี้เป็นฐาน

ประกันภัยสินค้าทางทะเลจำเป็นสำหรับการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ เพราะผู้ขนส่งรับผิดชอบตามกฎหมายเพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่ใช่มูลค่าสินค้าทั้งหมด สินค้าอิเล็กทรอนิกส์มูลค่า 5 ล้านบาทที่เสียหายระหว่างขนถ่ายที่ท่าเรือแหลมฉบังจะได้รับค่าชดเชยเต็มจำนวนหากใช้ ICC (A) แต่ถ้าใช้ ICC (C) ความเสียหายแบบนี้ไม่เข้าเงื่อนไขและต้องแบกรับเองทั้งหมด ผู้ส่งออกในไทยที่เลือกกรมธรรม์โดยดูแค่เบี้ยประกันราคาถูก กำลังเสี่ยงกับช่องว่างความคุ้มครองที่ไม่มีใครชดเชยให้

ประกันภัยตัวเรือกับประกันภัยสินค้าต่างกันอย่างไร

ประกันภัยตัวเรือและประกันภัยสินค้าต่างกันที่สิ่งที่คุ้มครองและผู้ที่ได้รับประโยชน์ ประกันภัยตัวเรือคุ้มครองตัวเรือ เครื่องจักร และโครงสร้างของเรือสำหรับเจ้าของเรือ ส่วนประกันภัยสินค้าคุ้มครองมูลค่าสินค้าที่อยู่ระหว่างการขนส่งสำหรับผู้ส่งออก ผู้นำเข้า และเจ้าของสินค้า ทั้งสองกรมธรรม์ไม่ใช่ตัวเลือกที่ทดแทนกันได้ และอุบัติเหตุเดียวกันสามารถกระตุ้นการเรียกร้องค่าสินไหมจากทั้งสองฝ่ายพร้อมกัน

ประกันภัยตัวเรือคือกรมธรรม์ที่เจ้าของเรือซื้อเพื่อคุ้มครองความเสียหายทางกายภาพของตัวเรือและเครื่องจักร อันเกิดจากการชนกัน การเกยตื้น ไฟไหม้ พายุ และเครื่องจักรเสียระหว่างปฏิบัติการ ประกันภัยตัวเรือมีระยะเวลาคุ้มครองรายปีหรือตามพื้นที่ปฏิบัติการ (Trading Limits) ที่ระบุในกรมธรรม์ว่าเรือสามารถแล่นได้ในน่านน้ำใดบ้าง ในไทย Bangkok Insurance และ Tokio Marine Safety Insurance รวมถึงบริษัทอื่นให้บริการประกันภัยตัวเรือสำหรับทั้งเรือสินค้าและเรือประมงพาณิชย์

ประกันภัยสินค้าคือกรมธรรม์ที่เจ้าของสินค้าซื้อเพื่อคุ้มครองมูลค่าสินค้าจากการสูญหาย เสียหาย ตกน้ำ ไฟไหม้ และการถูกขโมยระหว่างการขนส่งทางเรือ ทางอากาศ หรือทางบก ประกันภัยสินค้าออกได้ทั้งแบบรายเที่ยวสำหรับการขนส่งครั้งเดียว และกรรมธรรม์แบบเปิด (Open Cover) ที่ครอบคลุมทุกการขนส่งในช่วงเวลาที่กำหนด ซึ่งเหมาะกับธุรกิจส่งออกในไทยที่มีการขนส่งสม่ำเสมอ ระดับความคุ้มครองกำหนดตามเงื่อนไข ICC (A), (B) หรือ (C) โดย ICC (A) ให้ความคุ้มครองสูงสุดในฐานะประกันความเสี่ยงภัยทุกชนิด

กรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับการคุ้มครองสินค้าระหว่างการขนส่งหรือไม่

ใช่ กรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลคือตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการคุ้มครองสินค้าระหว่างการขนส่ง เพราะออกแบบมาเพื่อความเสี่ยงระหว่างขนส่งโดยเฉพาะ ตั้งแต่คลังสินค้าต้นทางจนถึงปลายทาง แต่ระดับความคุ้มครองที่ผู้เอาประกันเลือกจะกำหนดว่าได้รับการปกป้องจริงเพียงใด

สำหรับปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกกรมธรรม์ประกันภัยสินค้าทางทะเลที่เหมาะสม ได้แก่ มูลค่าสินค้า เส้นทางการขนส่ง และระดับความเสี่ยง สำหรับปัจจัยแรกคือสินค้ามูลค่าสูงอย่างอิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องจักรต้องการเงื่อนไข ICC (A) แบบประกันภัยทุกความเสี่ยง (All Risk) เพราะความเสียหายจากการขนถ่ายเพียงครั้งเดียวอาจสูญเสียหลายล้านบาท ส่วนปัจจัยที่สองเส้นทางที่ผ่านน่านน้ำความเสี่ยงสูง เช่น ช่องแคบมะละกา หรือเส้นทางระหว่างประเทศที่มีประวัติสินค้าถูกขโมย ต้องการความคุ้มครองที่สูงกว่าการขนส่งภายในประเทศ และปัจจัยที่สามสินค้าที่มีความเสี่ยงเฉพาะอย่างสินค้าสดหรือสารเคมีต้องประเมินระดับความคุ้มครองให้ตรงกับความเสี่ยงจริง ไม่ใช่แค่เลือกเบี้ยประกันที่ถูกกว่า

สำหรับผู้ส่งออกในไทยที่ใช้เงื่อนไข CIF (Cost, Insurance, and Freight) มูลค่าประกันภัยสินค้าทางทะเลกำหนดมาตรฐานที่ 110% ของราคา CIF เพื่อครอบคลุมทั้งมูลค่าสินค้าและกำไรที่คาดหวังในกรณีเกิดความเสียหาย สินค้าทั่วไปที่มีความเสี่ยงสูงมีค่าเบี้ยประกันอยู่ที่ประมาณ 0.5 ถึง 1% ของราคา CFR ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและเส้นทาง ซึ่งคุ้มค่ากว่ามากเมื่อเทียบกับความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นหากไม่มีความคุ้มครอง

จุดประสงค์ของกรมธรรม์ประกันภัยความรับผิดทางทะเลคืออะไร

จุดประสงค์ของประกันภัยความรับผิดทางทะเลคือการคุ้มครองเจ้าของเรือและผู้ประกอบการจากความรับผิดทางกฎหมายที่เกิดจากการเรียกร้องค่าเสียหายโดยบุคคลที่สาม ไม่ว่าจะเป็นการบาดเจ็บทางร่างกาย ความเสียหายต่อทรัพย์สิน หรือมลพิษทางสิ่งแวดล้อมจากการปฏิบัติการเดินเรือ ประกันภัยความรับผิดทางทะเลทำงานโดยรับภาระค่าชดเชยและค่าใช้จ่ายทางกฎหมายแทนผู้เอาประกัน เมื่อบุคคลที่สามยื่นเรียกร้องความเสียหายอันเกิดจากกิจกรรมทางทะเล กรมธรรม์ประเภทนี้ไม่ได้คุ้มครองตัวเรือหรือสินค้า แต่คุ้มครองผลกระทบทางการเงินและกฎหมายที่เจ้าของเรือต้องรับผิดชอบต่อผู้อื่น

ประกันภัยความรับผิดทางทะเล ครอบคลุมความเสี่ยงหลัก 4 ด้านที่เจ้าของเรือและผู้ประกอบการต้องเผชิญ ดังนี้

  • ความรับผิดต่อบุคคลที่สาม เช่น การชนกันของเรือที่ทำให้เรือลำอื่นหรือทรัพย์สินเสียหาย รวมถึงการบาดเจ็บของบุคคลที่อยู่บนเรือลำที่ได้รับความเสียหาย
  • ความรับผิดจากมลพิษ เช่น น้ำมันรั่วไหลหรือสารเคมีที่ปนเปื้อนน่านน้ำและชายฝั่ง ซึ่งมีค่าใช้จ่ายในการทำความสะอาดและค่าชดเชยที่สูงมาก
  • ค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี เพราะการฟ้องร้องในคดีทางทะเลระหว่างประเทศต้องการทนายความผู้เชี่ยวชาญซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง
  • ความรับผิดตามสัญญาขนส่ง เช่น การผิดสัญญาที่ทำให้สินค้าล่าช้าหรือเสียหาย ซึ่งเจ้าของเรืออาจต้องรับผิดชอบตามเงื่อนไขของใบตราส่งสินค้าทางทะเล (Bill of Lading)

ความเสี่ยงหลักทั้งหมดนี้คือความเสี่ยงที่ประกันภัยตัวเรือและประกันภัยสินค้าไม่ได้คุ้มครอง ทำให้ประกันภัยความรับผิดทางทะเลเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้สำหรับเจ้าของเรือที่ปฏิบัติการในน่านน้ำไทยและเส้นทางระหว่างประเทศ

ประกันภัยทางทะเลคุ้มครองการโจรสลัดหรือการโจรกรรมหรือไม่

ใช่ ประกันภัยทางทะเลคุ้มครองการโจรสลัดและการโจรกรรม แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ICC (Institute Cargo Clauses) ที่ผู้เอาประกันเลือกไว้ตั้งแต่แรก ประกันภัยทางทะเลเงื่อนไข ICC (A) คุ้มครองแบบครอบคลุมทุกภัย จึงรวมถึงความเสี่ยงทั้งการโจรกรรมและการโจรสลัด ตราบใดที่เหตุการณ์นั้นไม่ได้ถูกจัดเป็นการกระทำสงคราม เงื่อนไข ICC (B) และ ICC (C) ไม่คุ้มครองทั้งสองกรณีนี้เลย ผู้เอาประกันที่เลือกสองเงื่อนไขนี้จะไม่ได้รับค่าชดเชยหากสินค้าถูกขโมยระหว่างขนส่ง

สำหรับการโจรสลัดที่ถูกจัดประเภทว่าเป็นการกระทำสงคราม ประกันภัยความเสี่ยงภัยสงครามซึ่งต้องซื้อแยกต่างหากจะเข้ามาคุ้มครองแทน เงื่อนไขนี้มักเกิดขึ้นในน่านน้ำที่มีความขัดแย้งทางการเมืองสูง เช่น บริเวณช่องแคบอาเดนหรืออ่าวเอเดน ดังนั้นผู้ที่ต้องการความคุ้มครองครบวงจรจึงต้องมีทั้ง ICC (A) และประกันภัยความเสี่ยงภัยสงครามพร้อมกัน ไม่ใช่แค่ฉบับใดฉบับหนึ่ง สำหรับข้อยกเว้นที่สำคัญที่สุดคือข้อยกเว้นภัยสงคราม ถ้าเหตุโจรสลัดที่เกิดขึ้นถูกฝ่ายประกันภัยจัดประเภทว่าเป็น การกระทำสงคราม แม้แต่ ICC (A) ก็ปฏิเสธการจ่ายชดเชยทันที นอกจากนั้น การโจรกรรมที่เกิดจากความบกพร่องของผู้ส่งสินค้าเอง เช่น การบรรจุหีบห่อที่ไม่ได้มาตรฐานหรือการปล่อยสินค้าทิ้งไว้โดยไม่มีคนดูแล ก็ไม่ได้รับความคุ้มครองในทุกเงื่อนไขเช่นกัน

สำหรับผู้ส่งออกในไทยที่ใช้เส้นทางผ่านน่านน้ำความเสี่ยงสูง การเลือก ICC (A) เป็นฐานแล้วเสริมด้วยประกันภัยความเสี่ยงภัยสงครามแยกต่างหากคือวิธีที่ครอบคลุมที่สุด เพราะทั้งสองกรมธรรม์ร่วมกันปิดช่องว่างที่ ICC (A) คนเดียวปิดไม่ได้

ประกันภัยทางทะเลเป็นสิ่งที่บังคับโดยกฎหมายหรือไม่

ไม่ ประกันภัยทางทะเลไม่ใช่สิ่งที่กฎหมายไทยบังคับให้ทำในทุกกรณี แต่แนะนำอย่างยิ่งให้ทำ เพราะความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นในการขนส่งทางทะเลไม่มีเพดานและคาดเดาไม่ได้ ประกันภัยทางทะเลกลายเป็นข้อบังคับในทางปฏิบัติเมื่อผู้ส่งออกใช้เงื่อนไข CIF (Cost, Insurance, and Freight) หรือ CIP (Carriage and Insurance Paid To) ในสัญญาซื้อขายระหว่างประเทศ เพราะเงื่อนไขทั้งสองกำหนดให้ผู้ขายต้องจัดหาประกันภัยสินค้าให้ผู้ซื้อโดยตรง นอกจากนั้น กฎระเบียบระหว่างประเทศหลายฉบับยังกำหนดให้เจ้าของเรือต้องมีประกันภัยความรับผิด P&I เพื่อคุ้มครองความรับผิดต่อลูกเรือและผู้โดยสาร สำหรับกรอบกฎหมายในไทย ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 868 ระบุว่าสัญญาประกันภัยทางทะเลให้บังคับตามบทบัญญัติกฎหมายทะเล แต่เนื่องจากไทยยังไม่มีพระราชบัญญัติประกันภัยทางทะเลของตัวเองที่บังคับใช้อย่างเป็นทางการ ตลาดประกันภัยในไทยจึงอ้างอิงหลักกฎหมายอังกฤษเป็นแนวปฏิบัติแทน

สำหรับความเสี่ยงที่ผู้ประกอบการในไทยต้องเผชิญ หากไม่ทำประกันภัยทางทะเลมีสามอย่างหลักได้แก่ การรับภาระความเสียหายเองทั้งหมด เมื่อสินค้าเสียหายหรือสูญหายระหว่างขนส่ง ไม่ว่าจะเกิดจากพายุ อุบัติเหตุ หรือการจมของเรือ รวมถึงการสูญเสียสภาพคล่องทางธุรกิจ เพราะความเสียหายครั้งเดียวอาจมีมูลค่าสูงกว่ากำไรที่สะสมมาหลายปี โดยไม่มีกลไกการชดเชยใดรองรับ และการผิดเงื่อนไขสัญญากับคู่ค้า กรณีที่สัญญาซื้อขายระหว่างประเทศกำหนดให้ต้องมีประกันภัย การขาดกรมธรรม์อาจทำให้ถูกเรียกค่าเสียหายหรือยกเลิกสัญญาได้ ซึ่งความเสี่ยงทั้งสามข้อนี้ล้วนส่งผลต่อธุรกิจพร้อมกันได้ในเหตุการณ์เดียว เพราะการขาดทุนจากสินค้าเสียหายมักฉุดสภาพคล่องและทำให้ผิดสัญญาตามมาในคราวเดียวกัน

วิธีขอทำประกันภัยสินค้าทางทะเล

วิธีขอทำประกันภัยสินค้าทางทะเลในไทยทำได้โดยตรงผ่านบริษัทประกันภัยหรือผ่านนายหน้าประกันภัย โดยมีขั้นตอนที่ชัดเจนตั้งแต่การเลือกผู้รับประกันภัยจนถึงการรับกรมธรรม์ ประกันภัยสินค้าทางทะเลต้องการข้อมูลสินค้า เส้นทางขนส่ง และมูลค่าที่เอาประกันก่อนออกกรมธรรม์ทุกครั้ง

  1. เลือกบริษัทประกันภัยหรือนายหน้า ในไทยมีทั้งบริษัทประกันภัยโดยตรง เช่น กรุงเทพประกันภัย AXA Thailand, MSIG Thailand และ Tokio Marine Safety Insurance รวมถึงนายหน้าอิสระที่ช่วยเปรียบเทียบเงื่อนไขจากหลายบริษัทพร้อมกัน
  2. ประเมินระดับความคุ้มครองที่เหมาะสม เลือกระหว่างเงื่อนไข ICC (A) แบบครอบคลุมทุกภัย ICC (B) หรือ ICC (C) โดยพิจารณาจากประเภทสินค้า เส้นทางขนส่ง และมูลค่าสินค้า สินค้ามูลค่าสูงหรือสินค้าเปราะบางควรเลือก ICC (A) เสมอ
  3. เตรียมข้อมูลสำหรับแจ้งความประสงค์ขอเอาประกันภัย โดยต้องระบุชื่อผู้เอาประกัน ชื่อและประเภทสินค้า จำนวนเงินที่เอาประกัน และเส้นทางขนส่งพร้อมเมืองต้นทางและปลายทางให้ชัดเจน
  4. ยื่นเอกสารประกอบการขอเอาประกันภัย เอกสารหลักที่ใช้ ได้แก่ ใบกำกับสินค้า ใบตราส่งสินค้า และตราสารเครดิต (เฉพาะกรณีการค้าระหว่างประเทศ)
  5. แจ้งข้อมูลเพิ่มเติมหลังสินค้าขึ้นเรือ ได้แก่ ชื่อเรือ วันที่เรือออกเดินทาง ชื่อท่าต้นทางและปลายทาง จำนวนหีบห่อและเครื่องหมายบนหีบห่อ เพื่อให้บริษัทออกกรมธรรม์ที่สมบูรณ์ได้
  6. รับกรมธรรม์และตรวจสอบความถูกต้อง ตรวจว่าชื่อสินค้า มูลค่า เส้นทาง และเงื่อนไขความคุ้มครองตรงกับที่แจ้งไว้ก่อนลงนาม เพราะข้อผิดพลาดในกรมธรรม์อาจทำให้การเรียกร้องค่าสินไหมล่าช้าหรือถูกปฏิเสธได้

วิธีขอทำประกันภัยสินค้าทางทะเลทั้ง 6 ขั้นตอนนี้ครอบคลุมกระบวนการตั้งแต่การเลือกผู้รับประกันภัยไปจนถึงการรับกรมธรรม์ที่สมบูรณ์พร้อมใช้งาน ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นทำประกันภัยสินค้าทางทะเลในไทยสามารถเริ่มจากการติดต่อนายหน้าประกันภัยก่อน เพราะนายหน้าจะช่วยเปรียบเทียบเงื่อนไขและเบี้ยประกันจากหลายบริษัทได้ในขั้นตอนเดียว

ข้อยกเว้นที่พบบ่อยในกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลมีอะไรบ้าง

ข้อยกเว้นที่พบบ่อยในกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลคือรายการความเสียหายที่บริษัทประกันภัยไม่คุ้มครอง ไม่ว่าจะเลือกเงื่อนไขข้อกำหนดมาตรฐานสากลของการประกันภัยขนส่งสินค้าทางทะเล (ICC) ใดก็ตาม กรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลใช้ข้อยกเว้นเหล่านี้เพื่อแบ่งความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ออกจากความเสี่ยงที่เกิดจากธรรมชาติของสินค้าหรือการกระทำของผู้เอาประกันเอง รู้ข้อยกเว้นก่อนทำกรมธรรม์ หมายความว่าคุณจะไม่โดนปฏิเสธการเรียกร้องค่าสินไหมโดยไม่ทันตั้งตัว

ข้อยกเว้นหลักที่ปรากฏในกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลทุกฉบับ ได้แก่

  • ภัยสงครามและการก่อการร้าย กรมธรรม์มาตรฐานทุกฉบับยกเว้นความเสียหายจากสงคราม การปฏิวัติ หรือการก่อความวุ่นวายทางการเมือง โดยผู้เอาประกันต้องซื้อประกันภัยความเสี่ยงภัยสงครามเพิ่มเติมหากต้องการความคุ้มครองส่วนนี้
  • ภัยนิวเคลียร์และกัมมันตภาพรังสี ความเสียหายจากการระเบิดนิวเคลียร์หรือการปนเปื้อนกัมมันตรังสีถูกยกเว้นในทุกเงื่อนไข เพราะขนาดของความเสียหายประเภทนี้เกินกว่าที่บริษัทประกันภัยจะรับประกันได้
  • การเสื่อมสภาพตามธรรมชาติ ความเสียหายที่เกิดจากการใช้งานตามปกติหรือการเสื่อมสภาพตามเวลาไม่ถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่คาดคิด บริษัทประกันภัยจึงไม่คุ้มครองในทุกกรณี
  • คุณสมบัติเสื่อมสภาพตามธรรมชาติของสินค้า  สินค้าที่มีคุณสมบัติเสื่อมสภาพได้เองตามธรรมชาติ เช่น ผลไม้สด อาหารทะเล หรือโลหะที่ขึ้นสนิมได้ง่าย จะไม่ได้รับความคุ้มครองหากเกิดความเสียหายจากคุณสมบัตินั้นโดยตรง
  • การกระทำโดยเจตนาของผู้เอาประกัน ความเสียหายที่เกิดจากการกระทำโดยตั้งใจหรือความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของผู้เอาประกันหรือผู้แทนถูกยกเว้นในทุกเงื่อนไขเช่นกัน
  • ความล่าช้าในการขนส่ง ความสูญเสียทางการเงินที่เกิดจากสินค้าส่งถึงปลายทางล่าช้า แม้จะเกิดจากภัยที่คุ้มครอง บริษัทประกันภัยก็ไม่รับผิดชอบค่าเสียหายที่ต่อเนื่องมาจากความล่าช้านั้น
  • การบรรจุหีบห่อที่ไม่ได้มาตรฐาน หากสินค้าเสียหายเพราะบรรจุหีบห่อไม่แน่นหนาหรือไม่เหมาะสมกับการขนส่งทางทะเล บริษัทประกันภัยมีสิทธิ์ปฏิเสธการจ่ายค่าสินไหมได้ทันที

ข้อยกเว้นเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อการเรียกร้องค่าสินไหม เพราะบริษัทประกันภัยจะตรวจสอบก่อนเสมอว่าสาเหตุของความเสียหายเข้าข่ายข้อยกเว้นใดหรือไม่ ผู้ส่งออกในไทยที่ต้องการความคุ้มครองแบบครอบคลุมควรพิจารณาซื้อกรมธรรม์เพิ่มเติม เช่น ประกันภัยความเสี่ยงภัยสงคราม หรือระบุเงื่อนไขพิเศษสำหรับสินค้าที่เสื่อมสภาพง่ายไว้ในกรมธรรม์ตั้งแต่ต้น

ข้อดีของการทำประกันภัยทางทะเลมีอะไรบ้าง

ข้อดีของการทำประกันภัยทางทะเลมี 6 ด้าน ได้แก่ การคุ้มครองทางการเงิน การรักษาความต่อเนื่องทางธุรกิจ การสร้างความน่าเชื่อถือ การการบริหารความเสี่ยง และการวางแผนธุรกิจระยะยาว เนื่องจากประกันภัยทางทะเลทำหน้าที่โอนความเสี่ยงที่ไม่อาจควบคุมได้ไปยังบริษัทประกันภัย ทำให้ผู้ประกอบการในไทยสามารถดำเนินธุรกิจนำเข้าและส่งออกได้โดยไม่ต้องกังวลว่าความเสียหายครั้งเดียวจะทำให้กิจการล้มได้ ประโยชน์เหล่านี้ครอบคลุมตั้งแต่การปกป้องมูลค่าสินค้าระหว่างขนส่งไปจนถึงการเสริมความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าและสถาบันการเงิน

  • คุ้มครองทางการเงินเมื่อสินค้าเสียหายหรือสูญหาย หากสินค้าเสียหายหรือสูญหายระหว่างขนส่งทางทะเล บริษัทประกันภัยจะชดเชยมูลค่าตามที่ระบุในกรมธรรม์ ซึ่งช่วยรักษากระแสเงินสดและป้องกันไม่ให้ธุรกิจหยุดชะงัก
  • รักษาความต่อเนื่องของธุรกิจหลังเกิดเหตุ ผู้ประกอบการไทยที่มีประกันภัยสามารถฟื้นตัวจากเหตุการณ์ไม่คาดคิดได้เร็วกว่า เพราะมีค่าสินไหมมาใช้ทดแทนสินค้าหรือซ่อมแซมเรือได้ทันที แทนที่จะต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนของตัวเองทั้งหมด
  • สร้างความน่าเชื่อถือกับคู่ค้าและสถาบันการเงิน การมีกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลช่วยให้ผู้ส่งออกไทยผ่านเงื่อนไขสินเชื่อจากธนาคารได้ง่ายขึ้น และสร้างความมั่นใจให้คู่ค้าต่างประเทศว่ามีระบบบริหารความเสี่ยงที่เป็นมาตรฐาน
  • รองรับเงื่อนไขการค้าระหว่างประเทศ สัญญาซื้อขายที่ใช้เงื่อนไข CIF (Cost, Insurance, and Freight) หรือ CIP (Carriage and Insurance Paid To) กำหนดให้ต้องมีประกันภัยสินค้า ธุรกิจไทยที่มีกรมธรรม์พร้อมจึงเจรจาและปิดดีลกับคู่ค้าต่างประเทศได้เร็วกว่าคู่แข่งที่ไม่มี
  • ลดภาระความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน ไทยส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารทางเรือมูลค่าเฉลี่ยราว 2.4 แสนล้านบาทต่อปี ประกันภัยทางทะเลช่วยให้ผู้ส่งออกในกลุ่มนี้ไม่ต้องรับความเสี่ยงทั้งหมดไว้คนเดียวในกรณีที่เกิดวิกฤตการขนส่ง
  • สนับสนุนการวางแผนธุรกิจระยะยาว เมื่อความเสี่ยงจากการขนส่งถูกโอนไปยังบริษัทประกันภัยแล้ว ผู้ประกอบการสามารถตั้งงบประมาณได้ชัดเจนขึ้น เพราะรู้ล่วงหน้าว่าค่าใช้จ่ายสูงสุดที่จะเกิดขึ้นในกรณีเลวร้ายที่สุดคือเบี้ยประกันที่จ่ายไป ไม่ใช่มูลค่าสินค้าทั้งล็อต

ข้อดีของการทำประกันภัยทางทะเลทั้งหมดนี้ แสดงให้เห็นว่าประกันภัยทางทะเลไม่ใช่แค่การป้องกันความเสียหาย แต่เป็นเครื่องมือบริหารธุรกิจที่ทำให้การดำเนินงานมั่นคงและคาดการณ์ได้มากขึ้นในทุกขั้นตอนของการขนส่ง

ปัจจัยที่ส่งผลต่อเบี้ยประกันภัยทางทะเลมีอะไรบ้าง

ปัจจัยที่กำหนดเบี้ยประกันภัยทางทะเลหลักมี 6 ปัจจัย ได้แก่ ประเภทสินค้า มูลค่าสินค้า เส้นทางขนส่ง เงื่อนไขความคุ้มครองที่เลือก ประวัติการเรียกร้องค่าสินไหม และคุณภาพการบรรจุหีบห่อ เบี้ยประกันภัยทางทะเลคำนวณจากสูตร มูลค่าสินค้าคูณ 110% คูณอัตราเบี้ยประกันภัย โดยตัวเลข 110% คือกันชนสำหรับกำไรและค่าขนส่งที่อาจสูญเสียไปพร้อมสินค้า อัตราเบี้ยสุดท้ายจะสูงหรือต่ำแค่ไหนขึ้นอยู่กับปัจจัยแต่ละข้อด้านล่างนี้ทั้งหมด

  • ประเภทสินค้า สินค้าเปราะบาง เน่าเสียง่าย หรืออันตราย เช่น อิเล็กทรอนิกส์ อาหารแช่แข็ง หรือสารเคมี จะมีอัตราเบี้ยสูงกว่าสินค้าทั่วไปอย่างเหล็กหรือปูนซีเมนต์ เพราะโอกาสเกิดความเสียหายและขนาดของความเสียหายต่างกัน
  • เงื่อนไขความคุ้มครองที่เลือก ICC (A) มีเบี้ยประกันสูงที่สุดเพราะคุ้มครองแบบครอบคลุมทุกภัย ส่วน ICC (B) อยู่ระดับกลาง และ ICC (C) มีเบี้ยต่ำสุดเพราะคุ้มครองเฉพาะภัยที่ระบุชื่อไว้เท่านั้น
  • เส้นทางและปลายทางการขนส่ง เส้นทางระหว่างไทยกับยุโรปหรืออเมริกามีเบี้ยสูงกว่าเส้นทางภายในอาเซียน เพราะระยะทางไกลกว่าและต้องผ่านน่านน้ำที่มีความเสี่ยงหลายจุด
  • ประเภทและอายุของเรือ เรือเก่าหรือเรือที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานสากลจะถูกคิดเบี้ยสูงกว่าเรือใหม่ที่ผ่านการรับรองจากองค์กรระหว่างประเทศ เพราะความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
  • ประวัติการเรียกร้องค่าสินไหม ผู้เอาประกันที่เคยเรียกร้องค่าสินไหมบ่อยหรือเรียกร้องมูลค่าสูงจะถูกคิดอัตราเบี้ยสูงขึ้นในรอบต่อไป เพราะบริษัทประกันภัยใช้ข้อมูลนี้ประเมินความเสี่ยงของผู้เอาประกันแต่ละราย
  • คุณภาพการบรรจุหีบห่อ สินค้าที่บรรจุไม่ได้มาตรฐานหรือไม่เหมาะกับการขนส่งทางทะเลทำให้บริษัทประกันภัยประเมินความเสี่ยงสูงขึ้น ส่งผลให้เบี้ยประกันแพงขึ้นหรืออาจถูกปฏิเสธความคุ้มครองในบางกรณี

เพื่อให้เห็นภาพชัดขึ้น ลองเปรียบเทียบช่วงเบี้ยประกันภัยโดยประมาณสำหรับสินค้ามูลค่า 350,000 บาทในสถานการณ์ที่พบบ่อยในตลาดไทย คำนวณจากสูตรมาตรฐาน มูลค่าสินค้า คูณ 110% คูณ อัตราเบี้ย การส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคในเส้นทางไทยและอาเซียนด้วยเงื่อนไข ICC (C) มีเบี้ยถูกที่สุดอยู่ที่ประมาณ 385 ถึง 770 บาท ส่วนการนำเข้าสินค้าทั่วไปจากยุโรปด้วย ICC (B) จะอยู่ที่ราว 770 ถึง 1,348 บาท หากเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องการ ICC (A) เบี้ยจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 1,155 ถึง 1,925 บาท และสูงสุดสำหรับสินค้าอันตรายหรือน้ำมันที่ต้องใช้ ICC (A) พร้อมเงื่อนไขพิเศษ ซึ่งเบี้ยอาจสูงถึง 1,925 ถึง 3,850 บาทขึ้นไป อย่างไรก็ตาม เบี้ยประกันขั้นต่ำในตลาดไทยอยู่ที่ประมาณ 538 บาทต่อครั้ง ไม่ว่ามูลค่าสินค้าจะต่ำแค่ไหนก็ตาม ดังนั้นสินค้ามูลค่าต่ำมากอาจไม่คุ้มค่ากับการทำประกันแยกต่อการขนส่งแต่ละครั้ง

Nongnat Jaipol

นงค์นาถ ใจพล

ผู้จัดการฝ่ายการตลาด

scroll

บล็อกนี้เป็นบล็อกภาษาไทย คลิกด้านล่างเพื่ออ่าน

Thai Flag Language

ลูกค้า

ผู้ขับ

ข้อมูลเพิ่มเติม