
การขนส่งทางบกคือบริการขนส่งสินค้าโดยใช้รถบรรทุก รถไฟ หรือยานพาหนะทางบกประเภทอื่น ๆ เพื่อเคลื่อนย้ายสินค้าตามเส้นทางถนนและทางรางระหว่างต้นทางกับปลายทาง บริการนี้ครอบคลุมทั้งการขนส่งภายในประเทศและข้ามพรมแดนในภูมิภาค รวมถึงการวางแผนเส้นทาง การจัดการเอกสาร และการติดตามสถานะสินค้าตลอดกระบวนการ ในระบบโลจิสติกส์และซัพพลายเชน การขนส่งทางบกทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อหลักระหว่างคลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า โรงงาน และจุดส่งสินค้าปลายทาง ธุรกิจที่ทำการค้าระหว่างธุรกิจ (B2B) พึ่งพาบริการนี้เพื่อส่งมอบวัตถุดิบและสินค้าสำเร็จรูประหว่างคู่ค้าได้อย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธุรกิจอีคอมเมิร์ซใช้การขนส่งทางบกเป็นช่องทางหลักในการจัดส่งพัสดุถึงมือลูกค้า และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าขนาดใหญ่ ก็ใช้บริการนี้เพื่อเคลื่อนย้ายสินค้าจำนวนมากข้ามภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า
การขนส่งทางบกคืออะไร
การขนส่งทางบกคือบริการขนส่งสินค้าโดยใช้ยานพาหนะทางบก ได้แก่ รถบรรทุก รถตู้ และรถไฟ เพื่อเคลื่อนย้ายสินค้าทางถนนและทางรางจากต้นทางไปยังปลายทาง บริการขนส่งทางบกนี้ถือเป็นกระดูกสันหลังของห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาค เพราะรองรับทั้งการขนส่งสินค้าระหว่างธุรกิจ สินค้าอีคอมเมิร์ซที่ต้องถึงมือผู้บริโภค และการขนส่งสินค้าน้ำหนักมาก การขนส่งทางบกมี 3 ขั้นตอนหลักที่ทำงานต่อเนื่องกัน ได้แก่ การรับสินค้า การขนส่งระหว่างทาง และการจัดส่งถึงปลายทาง ซึ่งแต่ละขั้นตอนต้องอาศัยการประสานงานที่แม่นยำระหว่างผู้ส่ง ผู้ให้บริการขนส่ง และผู้รับสินค้า
กระบวนการขนส่งทางบกเริ่มที่การรับสินค้า ซึ่งผู้ให้บริการจะส่งรถบรรทุกหรือยานพาหนะที่เหมาะสมไปรับสินค้าจากสถานที่ของผู้ส่ง ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน คลังสินค้า หรือร้านค้า สินค้าถูกตรวจสอบ บรรจุหีบห่อ และติดฉลากก่อนโหลดขึ้นรถ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการขนส่ง จากนั้นเข้าสู่ขั้นตอนการขนส่งระหว่างทาง รถบรรทุกวิ่งตามเส้นทางที่วางแผนไว้ล่วงหน้า และอาจแวะศูนย์กระจายสินค้าเพื่อรวมหรือแยกสินค้าก่อนส่งต่อ ระบบ GPS และแพลตฟอร์มโลจิสติกส์ทำให้ทุกฝ่ายติดตามสถานะสินค้าได้แบบเรียลไทม์ตลอดเส้นทาง กระบวนการจบที่การจัดส่งถึงปลายทาง สินค้าถูกส่งมอบตามที่อยู่ที่กำหนด พร้อมเอกสารยืนยันการรับสินค้าครบถ้วน
ในระดับการจัดการโลจิสติกส์ กระบวนการขนส่งทางบกเริ่มตั้งแต่คลังสินค้าที่สินค้าถูกจัดเรียงและเตรียมพร้อมก่อนออกเดินทาง ระบบจะออกใบสั่งจัดส่ง เพื่อแจ้งทีมขนส่งว่าต้องรับสินค้าชุดใด ที่ไหน และเมื่อไหร่ ขั้นตอนการวางแผนเส้นทางจะคำนวณเส้นทางที่ประหยัดเวลาและต้นทุน โดยคำนึงถึงน้ำหนักบรรทุก ระยะทาง และสภาพการจราจร จากนั้นสินค้าจะถูกส่งมอบถึงมือลูกค้าตรงเวลา ซึ่งเป็นจุดหมายของทุกขั้นตอนในกระบวนการขนส่งทางบก
องค์ประกอบของบริการขนส่งสินค้าทางบกมีอะไรบ้าง
บริการขนส่งสินค้าทางบกประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 5 ส่วน ได้แก่ ยานพาหนะ พนักงานขับรถ ระบบจัดการการขนส่ง คลังสินค้า และระบบติดตามสินค้า องค์ประกอบแต่ละส่วนทำหน้าที่เฉพาะและส่งต่อกันเป็นทอด ๆ เพื่อให้สินค้าเดินทางจากต้นทางถึงมือลูกค้าได้อย่างปลอดภัยและตรงเวลา
- ยานพาหนะขนส่ง (Transport Vehicles)
ยานพาหนะขนส่งคือพาหนะทางบกที่บรรทุกสินค้าตามเส้นทางถนนและทางราง ครอบคลุมตั้งแต่รถบรรทุก 4 ล้อสำหรับสินค้าขนาดเล็กไปจนถึงรถหัวลากพ่วงสำหรับสินค้าขนาดใหญ่ที่ต้องการพื้นที่บรรทุกสูง ผู้ให้บริการขนส่งเลือกประเภทของรถตามน้ำหนัก ปริมาตร และลักษณะเฉพาะของสินค้าแต่ละชนิด
- พนักงานขับรถและผู้ปฏิบัติงาน (Licensed Drivers and Field Staff)
พนักงานขับรถคือบุคลากรที่ได้รับใบอนุญาตจากกรมการขนส่งทางบก ทำหน้าที่ควบคุมยานพาหนะ รับสินค้าจากต้นทาง และส่งมอบสินค้าให้ถึงปลายทางตามเงื่อนไขที่กำหนด พนักงานขับรถยังรับผิดชอบตรวจสอบสภาพรถและบรรทุกสินค้าให้ถูกต้องก่อนออกเดินทางทุกครั้ง - ระบบจัดการการขนส่ง (Transportation Management System: TMS)
ระบบจัดการการขนส่ง TMS คือซอฟต์แวร์ที่ใช้วางแผนเส้นทาง จัดสรรงานให้คนขับ และคำนวณต้นทุนการขนส่งโดยอัตโนมัติ ระบบนี้รวมฟังก์ชันจัดเรียงเส้นทางอัตโนมัติ การบริหารจัดการผู้ให้บริการขนส่ง และการออกใบแจ้งหนี้ค่าขนส่งไว้ในที่เดียว ช่วยให้ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ลดต้นทุนและเพิ่มความแม่นยำในการจัดส่งได้พร้อมกัน - คลังสินค้าและศูนย์กระจายสินค้า (Warehouses and Distribution Centers)
คลังสินค้าคือสถานที่จัดเก็บ จัดเรียง และเตรียมสินค้าก่อนจัดส่ง ทำหน้าที่เป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างผู้ผลิตและระบบขนส่งทางบก ศูนย์กระจายสินค้าในนิคมอุตสาหกรรมเป็นตัวอย่างที่ธุรกิจ B2B และอีคอมเมิร์ซใช้กันแพร่หลายเพื่อให้สินค้าออกถึงรถขนส่งได้รวดเร็ว - ระบบติดตามสินค้าด้วย GPS (GPS Cargo Tracking System)
ระบบติดตามสินค้าคือเทคโนโลยีที่ใช้ GPS ดาวเทียมเพื่อระบุตำแหน่งของรถบรรทุกแบบเรียลไทม์ตลอดเส้นทาง รถบรรทุกตั้งแต่ 10 ล้อขึ้นไปในประเทศไทยต้องติดตั้ง GPS ตามข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบก (DLT) ทำให้ผู้ส่งและผู้รับสินค้าตรวจสอบสถานะการจัดส่งได้ตลอดเวลาผ่านแอปพลิเคชัน
ระบบจัดการห่วงโซ่อุปทาน (SCM) ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานขนส่งทางบกได้อย่างไร
ระบบจัดการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management System: SCM) ช่วยสนับสนุนการดำเนินงานขนส่งทางบกในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดซื้อ การจัดเก็บ ไปจนถึงการจัดส่งสินค้าที่ดำเนินการได้อย่างสอดคล้องกัน ลดการทับซ้อนของข้อมูลและป้องกันความล่าช้าที่เกิดจากการสื่อสารผิดพลาดระหว่างทีมงานแต่ละฝ่าย
ในด้านการประสานงานสินค้าคงคลังและคลังสินค้า ระบบระบบจัดการห่วงโซ่อุปทาน (SCM) ใช้ซอฟต์แวร์บริหารจัดการคลังสินค้า (Warehouse Management System) ควบคุมการรับสินค้าเข้า การจัดเรียง และการหยิบสินค้าเพื่อจัดส่งโดยอัตโนมัติ ระบบยังติดตามระดับสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์ ส่งคำสั่งเติมสต็อกได้ทันทีที่สินค้าใกล้หมด ป้องกันทั้งสินค้าขาดสต็อก และสินค้าค้างสต็อกที่เพิ่มต้นทุนการจัดเก็บโดยไม่จำเป็น
ในด้านการประสานงานกองยานพาหนะ ระบบระบบจัดการห่วงโซ่อุปทาน (SCM) ทำงานร่วมกับซอฟต์แวร์บริหารจัดการขนส่ง (Transportation Management System) เพื่อจัดสรรงานให้รถบรรทุกแต่ละคัน วางแผนเส้นทางที่ประหยัดเชื้อเพลิงและเวลาพร้อมกัน ระบบยังติดตามตำแหน่งยานพาหนะแบบเรียลไทม์ผ่าน GPS ทำให้ผู้จัดการโลจิสติกส์มองเห็นสถานะกองรถทั้งหมดในหน้าจอเดียวและปรับแผนได้ทันทีเมื่อเกิดการจราจรติดขัดหรือเหตุฉุกเฉิน
ประสิทธิภาพด้านต้นทุนเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ชัดเจน งานวิจัยของ BCG พบว่าห่วงโซ่อุปทานที่ขาดซอฟต์แวร์จัดการที่ดีอาจเพิ่มต้นทุนดำเนินการได้สูงถึง 30% ระบบจัดการห่วงโซ่อุปทานที่บูรณาการกับการขนส่งทางบกช่วยให้ธุรกิจรวมสินค้าจากผู้ส่งหลายรายขนส่งในเที่ยวรถเดียว ลดจำนวนเที่ยวรถเปล่า และใช้ระบบคาดการณ์ความต้องการล่วงหน้า เพื่อจัดรถให้ตรงกับกำลังขนส่งจริง ผลลัพธ์รวมคือระยะเวลาการเตรียมการขนส่งสั้นลง ต้นทุนการขนส่งลดลง และความน่าเชื่อถือในการส่งมอบสินค้าตรงเวลาสูงขึ้นในทุกระดับของห่วงโซ่อุปทาน
บริการขนส่งทางบกจัดการการดำเนินงานโลจิสติกส์ได้อย่างไร
บริการขนส่งทางบกจัดการการดำเนินงานโลจิสติกส์ผ่านระบบปฏิบัติการสามส่วนหลักที่ทำงานร่วมกัน ได้แก่ การวางแผนเส้นทาง การบริหารกองยานพาหนะ และระบบจัดตารางงานการจัดส่ง ระบบทั้งสามนี้เชื่อมต่อกันผ่านซอฟต์แวร์โลจิสติกส์และระบบติดตาม GPS เพื่อให้ผู้จัดการสามารถควบคุมทุกขั้นตอนของการขนส่งทางบกได้แบบเรียลไทม์
ระบบวางแผนเส้นทางทำหน้าที่คำนวณเส้นทางที่ใช้ระยะทาง เชื้อเพลิง และเวลาที่สั้นสำหรับรถบรรทุกแต่ละคัน โดยนำตัวแปรหลายอย่างมาประมวลผลพร้อมกัน ทั้งน้ำหนักบรรทุก เวลาที่ลูกค้านัดรับสินค้า สภาพการจราจร และข้อจำกัดของถนนแต่ละเส้น ในการขนส่งขาสุดท้าย (Last-Mile) ต้นทุนอาจสูงถึง 50% ของค่าขนส่งทั้งหมด ดังนั้นระบบจัดเรียงเส้นทางในช่วงนี้จึงส่งผลโดยตรงต่อกำไรของผู้ให้บริการ ระบบยังรองรับการจัดเส้นทางแบบพลวัติ เมื่อเกิดรถติดหรือถนนปิด ระบบจะคำนวณเส้นทางทดแทนและแจ้งคนขับโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องรอเจ้าหน้าที่โทรหาเป็นรายคัน
ระบบบริหารกองยานพาหนะ ใช้ระบบติดตาม GPS แสดงตำแหน่งของรถบรรทุกทุกคันบนแผนที่พร้อมข้อมูลของเวลาที่รถจะมาถึง ระยะทางที่เหลือ และสถานะการจัดส่งแต่ละงานแบบเรียลไทม์ รถบรรทุก 10 ล้อขึ้นไปในประเทศไทยต้องติดตั้ง GPS และส่งข้อมูลความเร็วรวมถึงชั่วโมงการขับขี่เข้าระบบกรมการขนส่งทางบกโดยอัตโนมัติตามที่กฎหมายกำหนด ข้อมูลเหล่านี้ยังช่วยให้ผู้จัดการกองรถวิเคราะห์พฤติกรรมการขับขี่ ลดการใช้เชื้อเพลิงที่ไม่จำเป็น และวางแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกันได้แม่นยำขึ้น แทนที่จะรอให้รถเสียก่อนแล้วค่อยซ่อม
ซอฟต์แวร์จัดส่งและจัดตารางงาน เชื่อมระบบการวางแผนเส้นทางกับระบบจัดการกองยานพาหนะเข้าด้วยกันในแพลตฟอร์มเดียว ช่วยให้เจ้าหน้าที่ประสานงานมองเห็นภาพรวมของกองรถทั้งหมดและจัดสรรงานให้คนขับแต่ละคนได้ภายในไม่กี่วินาที แทนที่จะโทรหาคนขับทีละสาย โดยส่งคำสั่งการจัดส่ง ที่อยู่ปลายทาง และเส้นทางผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือของคนขับได้โดยตรง ลดความผิดพลาดจากการสื่อสารและทำให้การขนส่งทางบกดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง
ประกันภัยสินค้าคุ้มครองสินค้าระหว่างการขนส่งทางบกได้หรือไม่
ประกันภัยสินค้าคุ้มครองสินค้าระหว่างการขนส่งทางบกได้ โดยกรมธรรม์ประเภทนี้ทำหน้าที่ชดเชยความสูญหายหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสินค้าตั้งแต่ขั้นตอนการโหลดสินค้าขึ้นรถจนถึงการส่งมอบถึงปลายทาง ไม่ว่าจะขนส่งด้วยรถบรรทุกหรือรถไฟ ประกันภัยสินค้าทางบกคือเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่ผู้ส่งสินค้า ผู้รับสินค้า และผู้ประกอบการขนส่งต่างพึ่งพาเพื่อปกป้องมูลค่าสินค้าในระหว่างการขนส่งทางบก
ความคุ้มครองของประกันภัยสินค้าทางบก แบ่งออกเป็น 3 ระดับหลัก แบบแรกคือการประกันภัยความเสี่ยงภัยทุกชนิด ที่คุ้มครองความเสี่ยงแทบทุกประเภทยกเว้นที่ระบุไว้ในข้อยกเว้นกรมธรรม์ แบบที่สองคือการประกันภัยความเสียหายบางส่วน ที่ให้ความคุ้มครองบางส่วนตามเงื่อนไขและประเภทสินค้า และแบบที่สามคือการประกันภัยเฉพาะความเสียหายโดยสิ้นเชิง ที่คุ้มครองเฉพาะกรณีสูญหายหรือเสียหายโดยสิ้นเชิงเท่านั้น ความเสี่ยงที่ครอบคลุมในทุกระดับได้แก่ อุบัติเหตุบนท้องถนน การโจรกรรมระหว่างทาง ไฟไหม้ ความเสียหายจากการขนขึ้นหรือขนลงสินค้า และภัยธรรมชาติบางประเภทตามที่กรมธรรม์ระบุ
สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือประกันภัยสินค้ากับประกันความรับผิดของผู้ขนส่งเป็นคนละประเภทกัน ประกันภัยสินค้าคุ้มครองเจ้าของสินค้า หมายความว่าหากสินค้าเสียหายหรือสูญหาย บริษัทประกันชดเชยมูลค่าให้ตามกรมธรรม์ที่ผู้ส่งหรือผู้รับสินค้าทำไว้ ขณะที่ประกันความรับผิดของผู้ขนส่งคุ้มครองบริษัทขนส่งจากการถูกเรียกร้องค่าเสียหายตามกฎหมายหรือสัญญาเท่านั้น ในประเทศไทย ผู้ประกอบการขนส่งสินค้าภายในประเทศอยู่ภายใต้ความรับผิดตาม พ.ร.บ. การขนส่งทางบก แต่ความคุ้มครองตามกฎหมายนี้มีขอบเขตจำกัดและยกเว้นภัยธรรมชาติ ดังนั้นการทำประกันภัยสินค้าแบบความเสี่ยงภัยทุกชนิดเพิ่มเติมจึงเป็นทางเลือกที่ธุรกิจส่วนใหญ่เลือกใช้เพื่อปิดช่องว่างความเสี่ยงที่เหลือ
บริการขนส่งสินค้าทางบกมีประเภทใดบ้าง
บริการขนส่งสินค้าทางบกแบ่งออกเป็น 5 ประเภทหลัก ได้แก่ การขนส่งแบบเต็มคัน (Full Truckload) การขนส่งแบบไม่เต็มคัน (Less Than Truckload) บริการขนส่งด่วน (Express Delivery) บริการขนส่งสินค้าหนัก (Heavy Cargo) และบริการขนส่งขาสุดท้าย (Last-Mile Delivery) แต่ละประเภทออกแบบมาเพื่อตอบสนองปริมาณสินค้า ระยะเวลาจัดส่ง และลักษณะของสินค้าที่แตกต่างกัน การเลือกประเภทที่เหมาะสมจึงส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนและประสิทธิภาพของห่วงโซ่อุปทาน
- การขนส่งแบบเต็มคัน (Full Truckload: FTL)
การขนส่งแบบการขนส่งแบบเต็มคันคือบริการที่ผู้ส่งเช่าพื้นที่รถบรรทุกทั้งคันสำหรับสินค้าของตนเองเพียงรายเดียว รถจะวิ่งตรงจากต้นทางถึงปลายทางโดยไม่แวะรับสินค้าอื่นระหว่างทาง การขนส่งแบบเต็มคันเหมาะสำหรับสินค้าที่มีน้ำหนักเกิน 15,000 ปอนด์หรือต้องการพื้นที่บรรทุกมากกว่า 10 พาเลท เช่น การส่งสินค้าอุปโภคบริโภคล็อตใหญ่จากโรงงานไปยังศูนย์กระจายสินค้าของซูเปอร์มาร์เก็ต หรือการขนเครื่องจักรอุตสาหกรรมไปยังสาขาต่างจังหวัด
- การขนส่งแบบไม่เต็มคัน (Less Than Truckload: LTL)
การขนส่งแบบไม่เต็มคันคือบริการที่รวมสินค้าจากผู้ส่งหลายรายไว้ในรถบรรทุกคันเดียวกัน โดยผู้ส่งแต่ละรายจ่ายเฉพาะส่วนของพื้นที่รถที่ใช้จริงเท่านั้น การขนส่งแบบไม่เต็มคันเหมาะสำหรับ SME และธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่ส่งสินค้าน้อยกว่า 10 พาเลทต่อเที่ยว เช่น ร้านค้าออนไลน์ที่ต้องการส่งสินค้าเข้าแพลตฟอร์มตลาดออนไลน์ หรือธุรกิจที่ต้องการกระจายสินค้าหลายจังหวัดในเที่ยวเดียวโดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเหมาคัน
- บริการขนส่งด่วน (Express Delivery)
บริการขนส่งด่วนคือบริการที่กำหนดระยะเวลาจัดส่งให้สั้นภายในภายวันเดียวหรือภายในวันถัดไปโดยใช้เส้นทางที่ผ่านจุดแวะน้อยและรถขนาดเล็กที่เคลื่อนที่คล่องตัว บริการส่งด่วนเหมาะสำหรับสินค้าที่ต้องการความเร่งด่วนสูง เช่น เอกสารสำคัญ ยาและเวชภัณฑ์ ชิ้นส่วนอะไหล่ และสินค้าสดที่มีอายุสั้น ซึ่งธุรกิจไม่สามารถรอระยะเวลาการขนส่งปกติได้
- บริการขนส่งสินค้าหนักและสินค้าพิเศษ (Heavy Cargo)
บริการขนส่งสินค้าหนักคือบริการที่ใช้ยานพาหนะพิเศษ เช่น รถโลว์เบด รถหัวลากพิเศษ และรถเทรลเลอร์ เพื่อขนสินค้าที่มีน้ำหนักหรือขนาดเกินมาตรฐานรถบรรทุกทั่วไป การขนส่งประเภทนี้ต้องขออนุญาตพิเศษจากกรมทางหลวงและวางแผนเส้นทางล่วงหน้า ยกตัวอย่างการขนส่งสินค้าหนักและสินค้าพิเศษ ได้แก่ การขนเครื่องจักรโรงงาน หม้อแปลงไฟฟ้า โครงสร้างสะพาน หรืออุปกรณ์โรงไฟฟ้าไปยังไซต์ก่อสร้างหรือนิคมอุตสาหกรรม
- บริการขนส่งขาสุดท้าย (Last-Mile Delivery)
บริการขนส่งขาสุดท้ายคือขั้นตอนสุดท้ายของห่วงโซ่การขนส่งที่ส่งสินค้าจากคลังกระจายสินค้าหรือศูนย์คัดแยกไปถึงมือผู้รับโดยตรง ต้นทุนของการขนส่งขาสุดท้ายอาจสูงถึง 53% ของค่าขนส่งทั้งหมดเนื่องจากต้องใช้รถขนาดเล็กหรือมอเตอร์ไซค์เพื่อเข้าถึงที่อยู่อาศัยแต่ละจุด บริการนี้จึงเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจอีคอมเมิร์ซ อาหาร และร้านขายยาออนไลน์ที่ลูกค้าคาดหวังการจัดส่งภายในวันเดียวกัน
การขนส่งแบบ Full Truckload และ Less Than Truckload แตกต่างกันอย่างไร
การขนส่งแบบเต็มคัน FTL (Full Truckload) และการขนส่งแบบไม่เต็มคัน LTL (Less Than Truckload) แตกต่างกันในด้านความจุ ต้นทุน และความเร็ว โดยการขนส่งแบบ FTL คือบริการเหมาคันที่ผู้ส่งใช้พื้นที่รถบรรทุกทั้งคันสำหรับสินค้าของตนเพียงรายเดียว ขณะที่การขนส่งแบบ LTL คือบริการรวมสินค้าที่ผู้ส่งหลายรายแบ่งปันพื้นที่รถคันเดียวกันและจ่ายเฉพาะส่วนที่ตนใช้จริงเท่านั้น
| ข้อเปรียบเทียบ | FTL (Full Truckload) | LTL (Less Than Truckload) |
|---|---|---|
| ประเภทบริการ | เหมาคันทั้งคันสำหรับผู้ส่งรายเดียว ไม่มีสินค้าอื่นร่วมในเที่ยวเดียวกัน | รวมสินค้าจากผู้ส่งหลายรายในรถคันเดียว แต่ละรายครองพื้นที่แยกกัน |
| ความจุ | สินค้าเกิน 10 ถึง 12 พาเลท หรือน้ำหนักมากกว่า 6.8 ตันขึ้นไป | สินค้า1 ถึง 9 พาเลท หรือน้ำหนัดตั้งแต่ 68 กก. ถึง 6.8 ตัน |
| ต้นทุน | สูงกว่าต่อเที่ยว แต่ต้นทุนเฉลี่ยต่อพาเลทต่ำลง | ต่ำกว่าต่อเที่ยว จ่ายตามพื้นที่และน้ำหนักสินค้าที่ใช้จริง |
| ความเร็ว | เร็วกว่า วิ่งตรงจากต้นทางถึงปลายทางโดยไม่มีจุดแวะรับสินค้าระหว่างทาง | ช้ากว่า เพราะแวะรับและส่งหลายจุดตามศูนย์คัดแยก และผ่านการถ่ายสินค้าหรือเปลี่ยนรถ |
| กรณีที่เหมาะสม | สินค้าปริมาณมาก มูลค่าสูง เปราะบาง ต้องการความเย็น หรือมีกำหนดส่งเข้มงวด | SME และอีคอมเมิร์ซที่ส่งสินค้าไม่เต็มคัน ต้องการประหยัดต้นทุนและรับสินค้าหลายจุดปลายทาง |
หลักการพิจารณาทั่วไปคือ ถ้าสินค้าเกิน 12 พาเลทหรือน้ำหนักเกิน 6.8 ตัน ควรเลือกการขนส่งแบบเต็มคัน (FTL) เพราะความเสียหายที่เกิดจากการเปลี่ยนถ่ายสินค้าหลายจุดจากการขนส่งสินค้าแบบไม่เต็มคัน (LTL) อาจมีต้นทุนสูงกว่าค่าเหมาคันเสียอีก ตรงข้ามกัน ถ้าส่งสินค้า 1 ถึง 9 พาเลทและยืดหยุ่นเรื่องเวลาได้ การขนส่งสินค้าแบบไม่เต็มคันช่วยลดต้นทุนได้ชัดเจน ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มีคำสั่งซื้อขนาดเล็กไปหลายจุดทั่วประเทศมักเลือกการขนส่งสินค้าแบบไม่เต็มคัน ขณะที่โรงงานที่ส่งสินค้าให้ห้างหรือซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นล็อตใหญ่สม่ำเสมอมักเลือกการขนส่งแบบเต็มคัน เพื่อควบคุมกำหนดการส่งมอบและลดความเสี่ยงจากการจัดการสินค้าซ้ำหลายรอบ
อุตสาหกรรมใดที่ใช้บริการขนส่งสินค้าทางบกมากที่สุด
อุตสาหกรรมที่ใช้บริการขนส่งสินค้าทางบกมากที่สุด ได้แก่ ค้าปลีก การผลิต เกษตรกรรม ก่อสร้าง และอีคอมเมิร์ซ ทุกอุตสาหกรรมเหล่านี้เลือกการขนส่งทางบกเป็นหลักเพราะรถบรรทุกส่งสินค้าถึงปลายทางได้โดยตรงโดยไม่ต้องพึ่งโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติม ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่การขนส่งทางอากาศและทางเรือไม่สามารถให้ได้ในขั้นตอนสุดท้าย
- อุตสาหกรรมค้าปลีก (Retail)
อุตสาหกรรมค้าปลีกคือภาคธุรกิจที่กระจายสินค้าอุปโภคบริโภคจากคลังสินค้าของซัพพลายเออร์ไปยังชั้นวางสินค้าในร้านทั่วประเทศ การขนส่งทางบกเป็นช่องทางเดียวที่สามารถส่งสินค้าได้ถี่ทุกวันและตรงเวลาตามรอบการเติมสต็อก ห้างค้าปลีกอย่าง Big C หรือ Lotus’s ต้องรับสินค้าจากซัพพลายเออร์หลายร้อยรายทุกวัน การหยุดชะงักของการขนส่งทางบกแม้วันเดียวส่งผลให้ชั้นวางสินค้าว่างและสูญเสียรายได้ทันที - อุตสาหกรรมการผลิต (Manufacturing)
ภาคการผลิตคืออุตสาหกรรมที่ต้องการการขนส่งทางบกทั้งขาเข้าสำหรับวัตถุดิบ และขาออกสำหรับสินค้าสำเร็จรูปในสายการผลิตเดียวกัน ซึ่งการผลิตในระบบทันเวลาพอดี Just In Time (JIT) ต้องพึ่งพาความตรงเวลาของรถบรรทุกอย่างเข้มงวด เพราะวัตถุดิบที่มาช้าแม้ไม่กี่ชั่วโมงก็หยุดสายการผลิตทั้งโรงงานได้ โรงงานชิ้นส่วนยานยนต์ในนิคมอมตะนครหรืออีสเทิร์นซีบอร์ดต้องรับชิ้นส่วนจากซัพพลายเออร์หลายสิบรายทุกวันทำการ - อุตสาหกรรมการเกษตร (Agriculture)
ภาคเกษตรกรรมคืออุตสาหกรรมที่พึ่งพาการขนส่งทางบกมากในแง่ความเร่งด่วน เพราะสินค้าเกษตรส่วนใหญ่เน่าเสียได้ง่ายและต้องถึงโรงงานแปรรูปหรือตลาดภายในเวลาจำกัด ฟาร์มและแหล่งเพาะปลูกตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกลที่รถบรรทุกเท่านั้นที่เข้าถึงได้ สินค้าอย่างข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง และผักสด จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือหรือภาคเหนือต้องใช้รถบรรทุกแช่เย็นหรือรถพ่วงขนส่งไปยังโรงงานแปรรูปและท่าเรือ - อุตสาหกรรมก่อสร้าง (Construction)
อุตสาหกรรมก่อสร้างคือภาคธุรกิจที่ต้องการวัสดุก่อสร้างน้ำหนักมากและเครื่องจักรกลขนาดใหญ่ส่งตรงถึงไซต์งาน ซึ่งไม่มีโหมดขนส่งอื่นที่ทำได้นอกจากรถบรรทุก ซีเมนต์ เหล็กเส้น คอนกรีตผสมเสร็จ และเสาเข็มต้องส่งถึงไซต์ก่อสร้างตรงตามแผนงาน การจัดส่งที่ล่าช้าหนึ่งวันทำให้ผู้รับเหมาต้องจ่ายค่าแรงคนงานโดยไม่มีงานทำ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นโดยตรงนี้คือเหตุผลว่าทำไมบริษัทก่อสร้างรายใหญ่ในไทยมักทำสัญญาระยะยาวกับผู้ให้บริการขนส่งทางบก - พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-Commerce)
พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรืออีคอมเมิร์ซคือแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์ที่ใช้การขนส่งทางบกเป็นโครงสร้างพื้นฐานหลักในทุกขั้นตอนของห่วงโซ่โลจิสติกส์ตั้งแต่การย้ายสินค้าระหว่างคลังจนถึงการจัดส่งขั้นสุดท้าย รายงานของ Girteka ระบุว่าถนนยังคงเป็นโหมดขนส่งหลักของอีคอมเมิร์ซ แม้ในยุคที่การขนส่งทางรางและการขนส่งทางอาศเติบโตขึ้น เพราะรถบรรทุกขนาดเล็กสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยของผู้รับได้ทุกจุดที่ถนนผ่านถึง Shopee และ Lazada ในไทยใช้รถบรรทุกในการย้ายพัสดุระหว่างศูนย์คัดแยกและส่งมอบถึงบ้านผ่านพาร์ทเนอร์อย่าง Kerry Express และ Flash Express
การขนส่งแบบ LTL เหมาะสำหรับการขนส่งสินค้าขนาดเล็กหรือไม่
การขนส่งแบบ LTL (Less Than Truckload) เหมาะสำหรับการขนส่งสินค้าขนาดเล็ก เพราะระบบนี้ออกแบบมาสำหรับสินค้าที่มีน้ำหนักระหว่าง 68 กิโลกรัม ถึง 6.8 ตัน ซึ่งมีขนาดใหญ่เกินกว่าผู้ให้บริการขนส่งพัสดุจะรับ แต่เล็กเกินกว่าจะคุ้มค่าหากเหมารถทั้งคัน LTL ใช้รูปแบบการแชร์ค่าใช้จ่าย (Cost-sharing) คือผู้ส่งหลายรายแบ่งปันพื้นที่รถบรรทุกคันเดียวกัน แต่ละรายจ่ายเฉพาะสัดส่วนพื้นที่ที่ตนใช้จริง ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยลดลงอย่างชัดเจนเมื่อเทียบกับการเหมาคัน FTL
ข้อได้เปรียบที่ธุรกิจขนาดเล็กและ SME ให้ความสำคัญมากคือความยืดหยุ่นในการปรับปริมาณสินค้าตามความต้องการจริง LTL รองรับทั้งสถานการณ์ที่ส่งสินค้า 1 พาเลทวันนี้ และ 9 พาเลทในเดือนถัดไปโดยไม่ต้องเปลี่ยนผู้ให้บริการหรือทำสัญญาใหม่ ความสามารถในการปรับขนาดนี้ทำให้ LTL เป็นโซลูชันที่เติบโตไปพร้อมกับธุรกิจได้ ต่างจาก FTL ที่กำหนดให้ผู้ส่งต้องมีสินค้าเพียงพอที่จะเต็มคันสม่ำเสมอ
อย่างไรก็ตาม LTL ไม่ใช่ตัวเลือกที่ดีในทุกสถานการณ์ หากสินค้ามีความเปราะบางสูงหรือต้องการควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างเข้มงวด การผ่านจุดเปลี่ยนถ่ายสินค้าหลายครั้งในศูนย์รวบรวมและกระจายสินค้าของ LTL เพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายและทำให้เวลาจัดส่งคาดเดาได้ยากกว่า FTL สำหรับธุรกิจที่ส่งสินค้า 1 ถึง 9 พาเลท สินค้าไม่เปราะบาง และยืดหยุ่นเรื่องเวลาได้ LTL คือตัวเลือกที่ประหยัดและมีประสิทธิภาพสูง
ปัจจัยใดที่ส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งทางบก
ต้นทุนการขนส่งทางบกมีผลมาจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ระยะทาง น้ำหนักและปริมาตรสินค้า ค่าเชื้อเพลิง ความเร่งด่วนในการจัดส่ง และประเภทสินค้า ปัจจัยทั้งห้านี้ไม่ได้ทำงานแยกกัน แต่ส่งผลต่อกันในลักษณะสะสม หมายความว่าการเปลี่ยนแปลงในปัจจัยหนึ่งมักดึงปัจจัยอื่นให้เปลี่ยนตามไปด้วย การเข้าใจโครงสร้างราคาแต่ละตัวจึงช่วยให้ธุรกิจวางแผนต้นทุนโลจิสติกส์ได้แม่นยำขึ้น
- ระยะทาง (Distance)
ระยะทางระหว่างต้นทางและปลายทาง คือตัวแปรพื้นฐานที่ผู้ให้บริการใช้คำนวณค่าระวางก่อนปัจจัยอื่นใด เส้นทางที่ไกลขึ้นเพิ่มทั้งค่าเชื้อเพลิง ค่าแรงคนขับ และค่าเสื่อมราคารถโดยตรง งานวิจัยด้านต้นทุนการขนส่งในไทยพบว่าต้นทุนเฉลี่ยของการขนส่งทางถนนอยู่ที่ 24.33 บาทต่อกิโลเมตรต่อตัน สูงกว่าทางรถไฟที่ 8 บาท และทางน้ำที่ 7.06 บาทต่อกิโลเมตรต่อตัน ผู้ให้บริการส่วนใหญ่ใช้โครงสร้างราคาโดยใช้เกณฑ์ระยะทางสะสม (Mileage Tier) และและการแบ่งเขตพื้นที่ (Zone-based Pricing) ซึ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นแบบขั้นบันไดเมื่อสินค้าข้ามเขตพื้นที่หรือวิ่งเข้าพื้นที่ห่างไกล - น้ำหนักและปริมาตร (Weight & Volume)
น้ำหนักและปริมาตรสินค้า คือตัวแปรคู่ที่กำหนดทั้งพื้นที่รถที่ต้องใช้และปริมาณเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น ผู้ให้บริการคิดราคาตาม น้ำหนักขนส่ง ซึ่งคืออย่างใดอย่างหนึ่งที่มากกว่าระหว่างน้ำหนักจริงกับน้ำหนักปริมาตร ข้อมูลจากกรมการขนส่งทางบกระบุว่า น้ำหนักบรรทุกที่เพิ่มขึ้นทุก 10 ตัน ทำให้รถบรรทุกใช้เชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 0.05 ถึง 0.06 ลิตรต่อกิโลเมตร ซึ่งต้นทุนส่วนนี้ผู้ให้บริการส่งผ่านมายังอัตราค่าระวางของผู้ส่งสินค้าโดยตรง - ค่าเชื้อเพลิงและค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel & Fuel Surcharge)
ค่าเชื้อเพลิงคือต้นทุนผันแปรที่ส่งผลต่อราคาขนส่งทางบกมากกว่าทุกปัจจัย โดยคิดเป็น 30 ถึง 40% ของต้นทุนการขนส่งทางถนนทั้งหมด เมื่อราคาน้ำมันดีเซลเปลี่ยนแปลง ผู้ให้บริการปรับ Fuel Surcharge (FSC) เป็นเปอร์เซ็นต์บวกเพิ่มจากอัตราฐาน ซึ่งอาจปรับทุกเดือนหรือทุกไตรมาสขึ้นอยู่กับสัญญา รายงานโลจิสติกส์ของไทยประจำปี 2567 พบว่าการขนส่งทางถนนคิดเป็น 42.8% ของต้นทุนขนส่งรวมทั้งประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงส่งผลต่อภาคโลจิสติกส์ในวงกว้างขนาดไหน - ความเร่งด่วน (Urgency & Delivery Speed)
ความเร่งด่วนในการจัดส่งคือตัวแปรที่กำหนดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมที่ผู้ส่งต้องจ่ายบวกเพิ่มจากอัตราขนส่งมาตรฐาน บริการ ส่งด่วนและบริการส่งภายในเดียวมักมีราคาสูงกว่าการขนส่งปกติ 20 ถึง 50% เนื่องจากผู้ให้บริการต้องให้ความสำคัญในจัดสรรรถและคนขับ และลดจำนวนสินค้าร่วมในเที่ยวเดียวกัน ในช่วงที่ความจุรถบรรทุกตึงตัว เช่น เทศกาลสงกรานต์หรือช่วงปลายปี อัตราค่าขนส่งที่มาจากความเร่งด่วนอาจเพิ่มสูงขึ้นอีก เนื่องจากผู้ส่งสินค้าหลายรายแข่งขันพื้นที่รถพร้อมกัน - ประเภทสินค้า (Cargo Type)
ประเภทสินค้าคือตัวแปรที่กำหนดระดับความซับซ้อนของการขนส่งและค่าธรรมเนียมพิเศษที่แตกต่างกันตามแต่ละหมวดสินค้า สินค้าอันตรายต้องการรถพิเศษและใบอนุญาตเพิ่มเติมจากกรมการขนส่งทางบก สินค้าแช่เย็นต้องใช้รถห้องเย็นที่ใช้เชื้อเพลิงมากกว่ารถบรรทุกทั่วไป 15 ถึง 20% และสินค้าหนักเกินมาตรฐานต้องเสียค่าธรรมเนียมการขออนุญาตพิเศษและจำกัดเวลาวิ่งถนน สินค้าในแต่ละกลุ่มเหล่านี้จึงมีค่าธรรมเนียมส่วนต่างและค่าธรรมเนียมการจัดการพิเศษบวกเพิ่มจากค่าระวางพื้นฐาน ทำให้ต้นทุนรวมต่างจากสินค้าทั่วไปได้อย่างมีนัยสำคัญ
อัตราค่าบริการขนส่งสินค้าทางบกคำนวณอย่างไร
ผู้ให้บริการขนส่งสินค้าทางบกคำนวณอัตราค่าบริการขนส่งสินค้าจาก 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ อัตราต่อกิโลเมตรต่อตัน อัตราต่อน้ำหนักขนส่ง และอัตราตามโซนพื้นที่จัดส่ง โดยแต่ละรูปแบบใช้กับประเภทการขนส่งและขนาดสินค้าที่แตกต่างกัน ผลจากการคำนวณพื้นฐานยังต้องบวกเพิ่มค่าธรรมเนียมเสริม เช่น ค่าธรรมเนียมน้ำมันเชื้อเพลิง ค่าผ่านทาง และค่าขนขึ้นและลงสินค้า ก่อนจะได้ราคาอัตราค่าบริการขนส่งสินค้าสุดท้าย
รูปแบบที่ 1 อัตราต่อกิโลเมตรต่อตัน
รูปแบบนี้ใช้สำหรับการขนส่งแบบเหมาคันทั้งคันและสินค้าหนักปริมาณมากที่คิดราคาตามระยะทางและน้ำหนักรวม ผู้ให้บริการนำระยะทางเป็นกิโลเมตรคูณกับอัตราต่อกิโลเมตรต่อตัน แล้วคูณด้วยน้ำหนักสินค้าเป็นตันเพื่อได้ค่าระวางพื้นฐาน
ถ้าส่งสินค้าจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่ระยะทาง 700 กิโลเมตร น้ำหนักสินค้า 5 ตัน ที่อัตรา 24.33 บาทต่อกิโลเมตรต่อตัน ค่าระวางพื้นฐานจะอยู่ที่ 85,155 บาท ตัวเลข 24.33 บาทนี้มาจากงานวิจัยด้านต้นทุนการขนส่งทางถนนในประเทศไทย ซึ่งสูงกว่าต้นทุนทางรถไฟที่ 8 บาทต่อกิโลเมตรต่อตัน แต่มีข้อได้เปรียบด้านความยืดหยุ่นในการเข้าถึงปลายทางที่ไม่มีรางรถไฟผ่าน
รูปแบบที่ 2 อัตราน้ำหนักขนส่ง
รูปแบบนี้ใช้สำหรับการขนส่งแบบรวมสินค้าและบริการขนส่งพัสดุ ผู้ให้บริการเปรียบเทียบน้ำหนักจริงของสินค้ากับน้ำหนักปริมาตร แล้วคิดราคาจากค่าที่มากกว่าเสมอ น้ำหนักปริมาตรคำนวณได้จากการนำความกว้าง ความยาว และความสูงของสินค้าโดยใช้หน่วยเป็นเซนติเมตร (ซม.) จากนั้นนำมาคูณกันแล้วหารด้วย 4,000
ตัวอย่างที่ 1 สินค้าเบาแต่กินพื้นที่ ถ้าสินค้ามีความกว้าง 50 ซม. ความสูง 40 ซม. และความยาว 30 ซม. เมื่อนำทั้งสามตัวเลขคูณกันแล้วหารด้วย 4,000 จะได้น้ำหนักปริมาตรเท่ากับ 15 กิโลกรัม ถ้าน้ำหนักจริงของสินค้าอยู่ที่ 10 กิโลกรัม ผู้ให้บริการจะใช้ 15 กิโลกรัมในการคิดราคาเพราะมากกว่าที่อัตรา 8 บาทต่อกิโลกรัม ค่าขนส่งจะอยู่ที่ 120 บาท
ตัวอย่างที่ 2 สินค้าน้ำหนักมาก สินค้าขนาดเท่าเดิมแต่น้ำหนักจริงอยู่ที่ 20 กิโลกรัม น้ำหนักปริมาตรยังคงเป็น 15 กิโลกรัมเท่าเดิม ผู้ให้บริการจึงใช้น้ำหนักจริง 20 กิโลกรัมในการคิดราคาแทน และค่าขนส่งจะอยู่ที่ 160 บาท ที่อัตราเดิม
สินค้าที่น้ำหนักมาก เช่น เหล็ก หิน หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มักถูกคิดราคาจากน้ำหนักจริง ขณะที่สินค้าเบาแต่กินพื้นที่ เช่น เฟอร์นิเจอร์ โฟม หรือสินค้าบรรจุกล่องใหญ่ มักถูกคิดราคาจากน้ำหนักปริมาตรแทน
รูปแบบที่ 3 อัตราตามโซนพื้นที่จัดส่ง
รูปแบบนี้ใช้สำหรับบริการขนส่งพัสดุและการขนส่งแบบรวมสินค้าในระบบรับและส่งภายในประเทศ ผู้ให้บริการแบ่งพื้นที่จัดส่งทั่วประเทศออกเป็นโซนตั้งแต่โซน 1 ถึงโซน 8 โดยโซนที่มีตัวเลขสูงกว่าหมายถึงพื้นที่ที่ห่างไกลจากต้นทางมากกว่าและมีค่าขนส่งที่สูงกว่า ราคาสุดท้ายได้จากการนำอัตราพื้นฐานต่อกิโลกรัมคูณกับค่าคูณตัวของโซนนั้น ซึ่งทำให้สินค้าน้ำหนักเท่ากันแต่ส่งไปคนละโซนมีราคาต่างกันอย่างชัดเจน
ถ้าส่งสินค้าน้ำหนัก 10 กิโลกรัมในโซน 1 ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ใกล้เคียงกรุงเทพฯ ค่าขนส่งอาจอยู่ที่ประมาณ 60 บาทที่อัตราพื้นฐาน 6 บาทต่อกิโลกรัม แต่สินค้าน้ำหนักเดิมที่ส่งไปโซน 7 หรือโซน 8 ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลหรือชายแดน ค่าขนส่งอาจสูงถึง 120 บาทขึ้นไป เนื่องจากค่าคูณตัวของโซนที่ไกลสูงกว่าถึง 2 เท่า การคิดอัตราตามโซนพื้นที่จัดส่งเป็นโครงสร้างราคาที่ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุในไทย เช่น Kerry Express และ Flash Express ใช้กันทั่วไป และช่วยให้ผู้ส่งสินค้าประเมินต้นทุนล่วงหน้าได้ง่ายกว่าการคำนวณตามระยะทางจริงเป็นกิโลเมตร
ราคาบริการขนส่งทางบกแตกต่างกันตามภูมิภาคหรือไม่
ราคาบริการขนส่งทางบกแตกต่างกันตามภูมิภาค เพราะโครงสร้างพื้นฐานถนน ความหนาแน่นของรถบรรทุก และความพร้อมของการขนส่งเที่ยวกลับในแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน เส้นทางที่มีปริมาณการขนส่งสูงสองทิศทาง เช่น กรุงเทพฯ ถึงชลบุรี หรือกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมา มักมีค่าระวางต่ำกว่าเส้นทางที่รถต้องวิ่งกลับเปล่า เพราะผู้ให้บริการกระจายต้นทุนได้หลายเที่ยวในวันเดียวกัน ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แสดงให้เห็นว่าอัตราค่าขนส่งสินค้าทางถนนในไทยสำหรับระยะ 100 ถึง 299 กิโลเมตรอยู่ในช่วง 5 ถึง 15 บาทต่อกิโลเมตร ขณะที่เส้นทางชายแดนหรือพื้นที่ภูเขาอาจสูงกว่า 30 บาทต่อกิโลเมตรขึ้นไป เนื่องจากต้องใช้รถพิเศษและมีค่าผ่านแดนเพิ่มเติม
แพลตฟอร์มโลจิสติกส์ประมาณเวลาจัดส่งทางบกได้แม่นยำหรือไม่
แพลตฟอร์มโลจิสติกส์ที่ใช้ระบบปัญญาประดิษฐ์ประมาณเวลาจัดส่งทางบกได้แม่นยำ โดย Shippeo ระบุว่าระบบของตนมีความแม่นยำในการพยากรณ์ความล่าช้าของการขนส่งทางถนนสูงถึง 90% ล่วงหน้า 12 ชั่วโมงก่อนถึงจุดหมาย แพลตฟอร์มเหล่านี้นำข้อมูลจากระบบติดตามรถด้วย GPS แบบเรียลไทม์ สภาพจราจร สภาพอากาศ และรูปแบบการขนส่งในอดีตมาประมวลผลด้วยโมเดลการเรียนรู้ของเครื่อง เพื่อแปลงการประมาณเวลาจัดส่งจากการคาดเดาคร่าวๆ ให้กลายเป็นค่าความน่าจะเป็นที่วัดได้ NextBillion.ai รายงานว่าการนำระบบนี้มาใช้ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการประมาณเวลาจัดส่งได้ถึง 37% และลดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานได้เกือบ 50% อย่างไรก็ตาม ความแม่นยำขึ้นอยู่กับคุณภาพข้อมูลที่ป้อนเข้าระบบ เส้นทางที่มีจุดบอดของสัญญาณหรือไม่มีข้อมูลการขนส่งในอดีตเพียงพอยังคงมีความคลาดเคลื่อนมากกว่าเส้นทางหลักที่มีข้อมูลหนาแน่น
ประโยชน์ของการใช้บริการขนส่งสินค้าทางบกมีอะไรบ้าง
บริการขนส่งสินค้าทางบกมีประโยชน์ในแง่ความยืดหยุ่น ต้นทุน และการเข้าถึงปลายทางสำหรับการขนส่งในประเทศและภูมิภาค โดยมีข้อได้เปรียบที่ทั้งทางอากาศและทางเรือไม่สามารถให้ได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งประโยชน์หลักของการขนส่งทางบกมีดังนี้
- ช่วยประหยัดต้นทุนสำหรับระยะทางสั้นถึงกลาง ค่าขนส่งทางบกอยู่ที่ประมาณ 1.80 ถึง 7.30 บาทต่อตันต่อกิโลเมตร ซึ่งถูกกว่าทางอากาศที่ 140 ถึง 440 บาทต่อกิโลกรัมถึง 4 ถึง 5 เท่า และเหมาะกว่าทางเรือในเส้นทางที่ไม่มีท่าเรือรองรับ
- ส่งตรงถึงประตูปลายทางโดยไม่ต้องเปลี่ยนถ่ายสินค้า รถบรรทุกสามารถรับสินค้าจากคลังสินค้าต้นทางและส่งถึงที่อยู่ปลายทางในเที่ยวเดียว ต่างจากทางเรือที่ต้องผ่านท่าเรือและขนถ่ายอีกครั้ง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อความเสียหายและความล่าช้า
- ให้ความยืดหยุ่นด้านตารางเวลาและเส้นทางที่ทางอากาศและทางเรือทำไม่ได้ ผู้ส่งสินค้าจองรถได้ตามความต้องการจริง ปรับเวลารับสินค้าและเพิ่มจุดรับส่งระหว่างทางได้โดยไม่ต้องรอตารางเที่ยวบินหรือเรือ
- รองรับสินค้าขนาดใหญ่และน้ำหนักมากที่ทางอากาศไม่รับ รถบรรทุกพิเศษและรถพ่วงสามารถขนสินค้าที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานและขนาดใหญ่เกินกว่าจะบรรจุในตู้คอนเทนเนอร์หรือห้องบรรทุกของเครื่องบินได้
- ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่อหน่วยสินค้าได้ต่ำกว่าทางอากาศอย่างมีนัยสำคัญ ทางอากาศใช้เชื้อเพลิง 4 ถึง 5 ลิตรต่อกิโลเมตรต่อตัน ขณะที่รถบรรทุกสมัยใหม่ใช้เพียงเศษเสี้ยวของตัวเลขนั้น ทำให้การขนส่งทางบกเป็นตัวเลือกที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความยั่งยืนของธุรกิจ
แผนภูมิด้านล่างเปรียบเทียบคะแนนการขนส่งทางบก ทางอากาศ และทางเรือใน 6 เกณฑ์หลัก โดยทางบกนำในด้านบริการส่งถึงประตูและความยืดหยุ่น ขณะที่ทางเรือเหนือกว่าในด้านต้นทุนต่อหน่วยสำหรับสินค้าหนัก และทางอากาศเหนือกว่าเพียงด้านความเร็วเท่านั้น

ทำไมบริการขนส่งสินค้าทางบกจึงคุ้มค่าสำหรับธุรกิจ
การขนส่งสินค้าทางบกคุ้มค่าสำหรับธุรกิจเพราะมีต้นทุนการดำเนินงานต่ำกว่าการขนส่งทางอากาศ เนื่องจากไม่มีค่าสนามบิน ค่าขึ้นหรือลงสินค้า และค่าเชื้อเพลิงอากาศยาน ทำให้อัตราค่าระวางทางบกอยู่ที่ 1.80 ถึง 7.30 บาทต่อตันต่อกิโลเมตร เทียบกับทางอากาศที่ 140 ถึง 440 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งแตกต่างกัน 4 ถึง 5 เท่า ต้นทุนที่ต่ำกว่านี้ส่งผลโดยตรงต่อกำไรสุทธิ เพราะค่าขนส่งคิดเป็น 15 ถึง 20% ของอัตรากำไรในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของต้นทุนโลจิสติกส์ทั้งหมดสำหรับ SME
SME ใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์สูงถึง 12% ของรายได้ต่อปี เมื่อเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ที่จ่ายเพียง 5% เพราะไม่สามารถเจรจาต่อรองอัตราพิเศษกับสายการบินได้ การหันมาใช้การขนส่งทางบกแบบรวมสินค้าช่วยให้ SME จ่ายเฉพาะพื้นที่ที่ใช้จริง และประหยัดต้นทุนได้โดยไม่ต้องสต็อกสินค้าล่วงหน้าจำนวนมากเพื่อให้คุ้มกับค่าขนส่งทางอากาศ ตัวอย่างเช่น SME ที่ส่งสินค้าน้ำหนัก 500 กิโลกรัมจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่จะเสียค่าขนส่งทางบกประมาณ 4,000 ถึง 6,000 บาท ขณะที่ค่าขนส่งทางอากาศสำหรับน้ำหนักเท่ากันอาจสูงถึง 25,000 ถึง 35,000 บาทขึ้นไป
ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เปลี่ยนจากทางอากาศมาใช้ทางบกเป็นหลักมักเห็นผลลัพธ์ทางการเงินที่ชัดเจนภายใน 6 เดือน งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าธุรกิจที่ลงทุนปรับระบบโลจิสติกส์ 182,500 บาท สามารถประหยัดค่าขนส่งและแรงงานได้ 328,500 บาท และเพิ่มรายได้จากอัตราการแปลงอีก 109,500 บาท ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนรวมสูงถึง 140% นอกจากนี้ กลยุทธ์การใช้ผู้ให้บริการขนส่งทางบกหลายรายร่วมกัน ยังช่วยลดต้นทุนขนส่งได้ถึง 65% และเพิ่มความเร็วในการจัดส่งอีก 55% เมื่อเทียบกับการพึ่งพาผู้ให้บริการรายเดียว
สำหรับผู้บริหารที่ตัดสินใจเลือกโหมดขนส่ง กฎง่าย ๆ คือ ถ้าสินค้าไม่เปราะบางและไม่ต้องการความเร่งด่วนระดับจัดส่งในวันเดียวกัน การขนส่งทางบกแทบทุกกรณีให้ ROI สูงกว่าทางอากาศ และค่าใช้จ่ายที่ประหยัดได้ต่อเที่ยวสะสมเป็นผลกำไรที่มีนัยสำคัญเมื่อคำนวณข้ามหลายพันออร์เดอร์ต่อเดือน
การขนส่งทางบกเหมาะสำหรับการขนส่งระยะไกลหรือไม่
การขนส่งทางบกเหมาะสำหรับการขนส่งระยะไกลในระดับภูมิภาค โดยการขนส่งแบบระยะไกลครองสัดส่วนมากกว่า 60% ของตลาดขนส่งสินค้าทางถนนข้ามพรมแดนในอาเซียน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจทั่วภูมิภาคเลือกใช้รถบรรทุกเป็นโหมดหลักสำหรับเส้นทางระยะไกลอยู่แล้ว เส้นทางอย่างกรุงเทพฯ ไปปีนังใช้เวลาเพียง 1.5 วัน และกรุงเทพฯ ไปกัวลาลัมเปอร์ใช้เวลาไม่ถึง 3 วัน ขณะที่เส้นทางเซี่ยงไฮ้ ไปสิงคโปร์ผ่านรถบรรทุกใช้เวลาภายใน 8 วัน เร็วกว่าทางเรือถึง 14 วัน และมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าทางอากาศอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม สำหรับเส้นทางข้ามภูมิภาคออกที่รวมรถบรรทุกกับรางมักให้ประสิทธิภาพด้านต้นทุนและสิ่งแวดล้อมสูงกว่าการใช้รถบรรทุกเพียงโหมดเดียวตลอดเส้นทาง
วิธีเลือกบริการขนส่งสินค้าทางบกที่ดีที่สุดทำอย่างไร
วิธีเลือกบริการขนส่งสินค้าทางบกที่ดีที่สุดต้องประเมินผู้ให้บริการจากเกณฑ์หลัก 5 ด้าน ได้แก่ ความน่าเชื่อถือ ราคา พื้นที่ครอบคลุม ระบบติดตาม และการทดสอบบริการก่อนตัดสินใจ วิธีการเลือกบริการขนส่งสินค้าทางบกที่เหมาะกับธุรกิจมีดังนี้
- ตรวจสอบความน่าเชื่อถือและประวัติการจัดส่ง ค้นหาอัตราการจัดส่งตรงเวลาและมีความถูกต้อง OTIF (On Time In Full) ของผู้ให้บริการ อ่านรีวิวจากลูกค้าในอุตสาหกรรมเดียวกัน และขอรายชื่ออ้างอิงจากบริษัทที่เคยใช้บริการมาก่อนเพื่อยืนยันความสม่ำเสมอของบริการ
- เปรียบเทียบโครงสร้างราคาและค่าธรรมเนียมที่ซ่อนอยู่ ขอใบเสนอราคาจากผู้ให้บริการอย่างน้อย 3 ราย แล้วตรวจสอบให้ชัดเจนว่ารวมค่าน้ำมัน ค่าผ่านทาง ค่าขนขึ้นและลง รวมถึงมีค่าจัดเก็บหรือไม่ เพราะผู้ให้บริการที่ราคาต่ำมักมีค่าธรรมเนียมซ่อนเร้นที่ทำให้ต้นทุนรวมสูงกว่าราคาเริ่มต้นได้มาก
- ยืนยันพื้นที่ครอบคลุมเส้นทางและขีดความสามารถของรถ ตรวจสอบว่าผู้ให้บริการมีเส้นทางครอบคลุมทุกปลายทางที่ต้องการทั้งในปัจจุบันและพื้นที่ที่ธุรกิจวางแผนจะขยาย พร้อมถามถึงรถสำรองในช่วงที่สินค้ามีปริมาณสูงหรือในฤดูกาลที่มีการขนส่งหนาแน่น
- ประเมินระบบติดตามสินค้าแบบเรียลไทม์ ผู้ให้บริการที่ดีต้องมีระบบแจ้งสถานะสินค้าด้วย GPS แบบเรียลไทม์ ส่งการแจ้งเตือนเมื่อเกิดความล่าช้า และมีหน้าแดชบอร์ดที่ลูกค้าเข้าถึงได้ด้วยตนเอง เพราะความโปร่งใสในการติดตามสินค้าลดการสอบถามซ้ำและเพิ่มความไว้วางใจของผู้รับสินค้าปลายทาง
- ทดสอบด้วยการส่งสินค้าจริงก่อนทำสัญญาระยะยาว ส่งสินค้าทดลอง 2 ถึง 3 เที่ยวในเส้นทางที่ใช้บ่อย แล้วบันทึกเวลาจัดส่งจริง สภาพสินค้าเมื่อถึงปลายทาง และความรวดเร็วของทีมบริการลูกค้าเมื่อเกิดปัญหา ก่อนตัดสินใจผูกมัดกับผู้ให้บริการรายนั้นในระยะยาว
งานวิจัยด้านการตัดสินใจเลือกโหมดขนส่งระบุว่าเกณฑ์ที่ธุรกิจให้ความสำคัญสูงสุดเรียงตามลำดับ คือ ต้นทุน เวลา ความเสี่ยง และคุณภาพผู้ให้บริการ แต่ในทางปฏิบัติ ผู้ให้บริการที่ราคาต่ำกว่าตลาดอย่างผิดปกติมักมีจุดอ่อนด้านระบบติดตาม ประสบการณ์ทีมงาน หรือความครอบคลุมเส้นทาง ซึ่งส่งผลเสียต่อธุรกิจในระยะยาวมากกว่าการจ่ายค่าบริการที่สูงกว่าเล็กน้อย
ฟีเจอร์ที่ควรมองหาในบริการขนส่งสินค้ามีอะไรบ้าง
ฟีเจอร์ที่ควรมองหาในบริการขนส่งสินค้ามี 4 ฟีเจอร์หลัก สำหรับพิจารณาผู้ให้บริการที่มีความเป็นมืออาชีพและความน่าเชื่อถือสูง ดังนี้
- ระบบติดตามสินค้าแบบเรียลไทม์ ช่วยให้ธุรกิจและลูกค้าปลายทางรู้ตำแหน่งสินค้าและเวลาถึงจุดหมายได้แม่นยำตลอดเส้นทาง ระบบที่ดีควรอัปเดต GPS ทุก 30 วินาที ส่งการแจ้งเตือนเมื่อเกิดความล่าช้า และประมาณเวลาถึงได้แม่นยำในระดับ 15 นาที ซึ่งช่วยลดการร้องเรียนของลูกค้าได้ถึง 70% และเพิ่มอัตราการจัดส่งตรงเวลาเป็น 95%
- การประกันภัยสินค้า รับประกันว่าธุรกิจจะได้รับการชดเชยเมื่อสินค้าเกิดความเสียหาย สูญหาย หรือถูกโจรกรรมระหว่างการขนส่ง ผู้ให้บริการที่มีระบบติดตามแบบเรียลไทม์จะบันทึกข้อมูลดิจิทัลของเส้นทางและสภาพการขนส่งโดยอัตโนมัติ ซึ่งช่วยให้กระบวนการเคลมประกันภัยรวดเร็วขึ้นและลดข้อพิพาทระหว่างผู้ส่งกับผู้ให้บริการได้อย่างชัดเจน
- ความเร็วและความแน่นอนในการจัดส่ง ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนโลจิสติกส์ เพราะการจัดส่งในช่วงระยะทางสุดท้ายคิดเป็น 50% ของต้นทุนขนส่งทั้งหมด และล่าช้าเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้ลูกค้าเลิกสั่งซื้อซ้ำได้ ผู้ให้บริการที่ดีควรระบุกรอบเวลาจัดส่งที่ชัดเจนและมีประวัติทำตามกรอบเวลานั้นได้สม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงสัญญาในใบเสนอราคา
- ทีมบริการลูกค้าที่ตอบสนองรวดเร็ว ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าก่อนที่จะลุกลามกลายเป็นความเสียหายต่อความสัมพันธ์กับลูกค้าปลายทาง เมื่อเกิดความล่าช้าหรือสินค้าสูญหาย ทีมที่ติดต่อได้ทันทีและแก้ไขได้จริงคือความแตกต่างที่มองเห็นได้ชัดระหว่างผู้ให้บริการทั่วไปกับผู้ให้บริการที่ยอดเยี่ยม
การติดตามสินค้ามีความสำคัญในบริการขนส่งทางบกหรือไม่
ระบบติดตามสินค้ามีความสำคัญในบริการขนส่งทางบกอย่างยิ่ง เพราะธุรกิจที่ใช้ระบบติดตาม GPS แบบเรียลไทม์มีอัตราการจัดส่งตรงเวลาสูงถึง 95% และลดการร้องเรียนจากลูกค้าได้ถึง 70% เมื่อเทียบกับผู้ให้บริการที่ไม่มีระบบติดตาม ระบบติดตามยังบันทึกข้อมูลดิจิทัลของเส้นทางและสภาพการขนส่งตลอดเที่ยว ซึ่งกลายเป็นหลักฐานสำคัญเมื่อเกิดข้อพิพาทด้านการประกันภัย และช่วยให้ผู้จัดการฝ่ายโลจิสติกส์สั่งเปลี่ยนเส้นทางได้ทันทีเมื่อตรวจพบรถออกนอกเส้นทางที่กำหนดหรือเกิดการจราจรติดขัด สำหรับธุรกิจที่รับออร์เดอร์หลายพันรายการต่อเดือน ความโปร่งใสจากการติดตามแบบเรียลไทม์ไม่ใช่ฟีเจอร์เสริม แต่คือเงื่อนไขขั้นต่ำที่ควรกำหนดไว้ในสัญญาบริการขนส่งทุกฉบับ
ความท้าทายของการขนส่งสินค้าทางบกและโลจิสติกส์มีอะไรบ้าง
ความท้าทายหลักของการขนส่งสินค้าทางบก ได้แก่ การจราจรติดขัด ความล่าช้าจากการขาดแคลนทรัพยากร กฎระเบียบที่ซับซ้อน และต้นทุนน้ำมันที่ผันผวน ซึ่งทั้ง 4 ปัจจัยนี้ส่งผลโดยตรงต่อต้นทุนโลจิสติกส์ของประเทศไทยที่คงอยู่ในระดับ 13.4 ถึง 13.8% ของ GDP อย่างต่อเนื่อง ความท้าทายในการขนส่งสินค้าทางบกที่ธุรกิจต้องเผชิญมีดังนี้
- การจราจรติดขัดในเขตเมือง ทำให้รถบรรทุกในกรุงเทพฯ และพื้นที่เขตเมืองใหญ่สูญเสียเวลาจัดส่งเฉลี่ย 15 ถึง 30% ต่อเที่ยว นอกจากนี้ เขตจำกัดการปล่อยมลพิษที่ขยายตัวขึ้นในเมืองใหญ่ทั่วอาเซียน บีบให้ผู้ให้บริการต้องลงทุนเปลี่ยนกองรถ ซึ่งเพิ่มต้นทุนการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญและส่งผลต่อค่าระวางที่ผู้ส่งสินค้าต้องรับภาระ
- ความล่าช้าจากการขาดแคลนรถและคนขับ ส่งผลให้ตู้คอนเทนเนอร์ส่งออกที่ท่าเรือแหลมฉบังต้องรอรถบรรทุกเป็นเวลาหลายวัน เพราะจำนวนรถไม่เพียงพอรองรับความต้องการที่พุ่งสูงในช่วงฤดูกาลส่งออก และการขาดแคลนคนขับรถบรรทุกที่เกิดขึ้นทั่วโลกยังคาดว่าจะเพิ่มต้นทุนและยืดระยะเวลาจัดส่งออกไปอีกในช่วงหลายปีข้างหน้า
- กฎระเบียบและพิธีการศุลกากรที่ซับซ้อน บีบให้การขนส่งข้ามพรมแดนต้องผ่านขั้นตอนตรวจสอบเอกสารหลายชั้น และสินค้าบางประเภทต้องขอใบอนุญาตพิเศษก่อนขนส่ง ซึ่งเพิ่มเวลาดำเนินการ 1 ถึง 3 วันต่อเที่ยว งานวิจัยจาก Boston Consulting Group พบว่า 80% ของผู้ส่งสินค้าระบุว่าภาษีศุลกากรและค่าธรรมเนียมเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์พุ่งสูง
ต้นทุนน้ำมันที่ผันผวนคาดเดาไม่ได้ ทำให้การวางแผนงบประมาณโลจิสติกส์ทำได้ยาก เพราะราคาน้ำมันที่ขึ้นลงอย่างรวดเร็วบังคับให้ผู้ให้บริการต้องปรับค่าระวางกลางคัน หรือลดความถี่จัดส่งบางเส้นทางเพื่อควบคุมต้นทุน ซึ่งกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจที่พึ่งพาการจัดส่งแบบตรงเวลา
กฎระเบียบส่งผลกระทบต่อบริการขนส่งสินค้าทางบกอย่างไร
กฎระเบียบการขนส่งทางบกในประเทศไทยส่งผลกระทบต่อบริการขนส่งสินค้าในทุกด้าน ตั้งแต่การขออนุญาต ข้อกำหนดน้ำหนักบรรทุก ข้อจำกัดเวลาวิ่ง ไปจนถึงบทลงโทษที่เข้มงวด การขนส่งสินค้าทางบกอยู่ภายใต้กฎหมายหลัก 3 ฉบับ ได้แก่ พระราชบัญญัติการขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 ซึ่งร่วมกันกำหนดมาตรฐานที่ผู้ประกอบการขนส่งต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
น้ำหนักบรรทุกสูงสุดที่กฎหมายกำหนด
กรมการขนส่งทางบกกำหนดน้ำหนักบรรทุกสูงสุดตามประเภทรถดังนี้ รถ 4 ล้อไม่เกิน 9.5 ตัน รถ 6 ล้อไม่เกิน 15 ตัน รถ 10 ล้อไม่เกิน 25 ตัน และรถพ่วง 6 เพลา 22 ล้อไม่เกิน 50.5 ตัน การบรรทุกเกินน้ำหนักที่กฎหมายกำหนดมีโทษจำคุกสูงสุด 6 ปี ปรับสูงสุด 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งหมายความว่าธุรกิจที่ไม่ตรวจสอบน้ำหนักบรรทุกก่อนจัดส่งมีความเสี่ยงทั้งทางกฎหมายและความล่าช้าที่คาดเดาไม่ได้
ข้อจำกัดเวลาและพื้นที่ในกรุงเทพฯ
กฎหมายกำหนดช่วงเวลาที่รถบรรทุกห้ามวิ่งในกรุงเทพฯ อย่างชัดเจน รถ 6 ล้อขึ้นไปห้ามวิ่งในช่วง 6 โมง ถึง 9 โมงเช้า และ 4 โมงเย็น ถึง 2 ทุ่ม ในวันทำการ ส่วนรถ 10 ล้อขึ้นไปมีข้อจำกัดเพิ่มเติมคือห้ามวิ่งช่วง 6 โมง ถึง 10 โมง และบ่าย 3 ถึง 3 ทุ่ม ทำให้ผู้ให้บริการต้องวางแผนเส้นทางและเวลาจัดส่งอย่างละเอียดเพื่อหลีกเลี่ยงการฝ่าฝืนและค่าปรับ นอกจากนี้ รถ 6 ล้อขึ้นไปยังห้ามใช้สะพานบางแห่งในกรุงเทพฯ เช่น สะพานกรุงธน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเลือกเส้นทางขนส่งในพื้นที่เมือง
ผลกระทบต่อต้นทุนและเวลาจัดส่ง
กฎระเบียบเหล่านี้บังคับให้ผู้ให้บริการขนส่งลงทุนในระบบตรวจสอบน้ำหนัก ใบอนุญาตพิเศษสำหรับสินค้าอันตราย และการฝึกอบรมคนขับอย่างสม่ำเสมอ ธุรกิจที่เลือกผู้ให้บริการที่ไม่มีระบบจัดการด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่ดีพอ เสี่ยงต่อการถูกตรวจยึดรถระหว่างทาง ค่าปรับที่ไม่ได้วางแผน และความล่าช้าที่กระทบต่อความไว้วางใจของลูกค้าปลายทาง
ความล่าช้าส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของการขนส่งสินค้าทางบกได้หรือไม่
ความล่าช้าส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของการขนส่งสินค้าทางบกโดยตรง เพราะลูกค้าให้ค่ากับความสม่ำเสมอของเวลาจัดส่งมากกว่าความเร็ว งานวิจัยพบว่าลูกค้าพึงพอใจกับกรอบเวลาจัดส่ง 4 ชั่วโมงที่แน่นอนมากกว่ากรอบ 90 นาทีที่เปลี่ยนแปลงบ่อย เพราะความไม่แน่นอนถูกตีความว่าเป็นสัญญาณของความไม่เป็นมืออาชีพ การศึกษาของ FHWA พบว่าเวลาเดินทางที่ไม่น่าเชื่อถือเป็นสาเหตุของความล่าช้าในการจัดส่งทั้งหมดถึง 23 ถึง 34% และผู้จัดการโลจิสติกส์ 1 ใน 4 ระบุว่าความล่าช้าที่ไม่คาดเดาได้คือสาเหตุหลักที่ทำให้การดำเนินงานโลจิสติกส์ขาดความน่าเชื่อถือ สำหรับธุรกิจที่ใช้ระบบผลิตแบบทันเวลาพอดี ความล่าช้าเพียงครั้งเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้สินค้าบนชั้นวางหมด หรือหยุดสายการผลิตกลางคัน ซึ่งหมายความว่าการเลือกผู้ให้บริการขนส่งทางบกที่มีประวัติจัดส่งตรงเวลาสม่ำเสมอไม่ใช่แค่เรื่องของบริการ แต่คือการปกป้องต้นทุนและความต่อเนื่องของธุรกิจโดยตรง



แชท