
งานขับรถส่งของกับ Deliveree คืองานบริการขนส่งสินค้าแบบอิสระที่ครอบคลุมทั้งการส่งอาหาร ส่งพัสดุ และส่งสินค้า โดยผู้ขับทำงานในรูปแบบผู้ขับรับจ้างอิสระ รับงานผ่านแอปพลิเคชันได้โดยตรงไม่ต้องผ่านนายหน้า งานประเภทนี้เปิดรับทั้งผู้ขับมอเตอร์ไซค์ รถยนต์ส่วนตัว รถกระบะ และรถบรรทุกหลายขนาด ขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและระยะทางของแต่ละงาน
งานขับรถส่งของเหมาะกับนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ต้องการรายได้เสริมระหว่างเรียน คนทำงานประจำที่อยากมีรายได้สองทางในวันหยุดหรือหลังเลิกงาน คนที่กำลังหางานส่งพัสดุรถยนต์ส่วนตัว รวมถึงคนที่ต้องการทำงานอิสระแบบเต็มตัวไม่ผูกพันกับองค์กร โดยไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ขับส่งสินค้ามาก่อน และสมัครได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย
รูปแบบรายได้ของงานขับรถส่งของกับ Deliveree จ่ายตามจำนวนงานที่รับจริง ไม่ใช่เงินเดือนรายเดือนตายตัว ตารางงานเลือกได้เองทั้งหมด จะทำแค่ช่วงเช้า ช่วงเย็น หรือเต็มวันทุกวันก็ได้ ประเภทรถส่งของที่ใช้รับงานมีตั้งแต่มอเตอร์ไซค์ อีโคคาร์ รถกระบะ รถกระบะตู้ทึบ รถห้องเย็น รถหกล้อ รถสิบล้อ ไปจนถึงรถเทรลเลอร์ แต่ละประเภทรองรับน้ำหนักและงานต่างกัน การสมัครทำได้ผ่านแอปพลิเคชัน Deliveree For Drivers ในสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ (Android) ตั้งแต่สร้างบัญชี ยืนยันรหัส OTP อบรมออนไลน์ ส่งเอกสาร ตรวจสอบประวัติอาชญากรรม ไปจนถึงเริ่มรับงานจริง
รถประเภทใดบ้างที่ใช้รับงานส่งสินค้ากับ Deliveree ได้
รถที่ใช้รับงานส่งสินค้ากับ Deliveree ได้มีทั้งหมด 8 ประเภท ตั้งแต่มอเตอร์ไซค์ไปจนถึงรถเทรลเลอร์ แต่ละประเภทเหมาะกับขนาดสินค้าและระยะทางที่แตกต่างกัน ดังนี้
- มอเตอร์ไซค์ เหมาะกับงานส่งพัสดุและอาหารขนาดเล็กในเขตเมือง
- อีโคคาร์ รถเก๋งสำหรับสินค้าที่ต้องการความระมัดระวังเป็นพิเศษ
- รถปิคอัพ รองรับสินค้าหนักไม่เกิน 1 ตัน เหมาะกับพื้นที่บรรทุกแบบเปิด
- รถกระบะตู้ทึบ มีหลังคาและผนังปิดมิดชิด ปกป้องสินค้าจากฝนและฝุ่น
- รถห้องเย็น มีระบบควบคุมอุณหภูมิ เหมาะกับอาหารแช่แข็งและสินค้าเน่าเสียง่าย
- รถหกล้อ รถบรรทุกขนาดกลางสำหรับขนส่งสินค้าระหว่างโรงงานและคลังสินค้า
- รถสิบล้อ รถบรรทุกขนาดใหญ่รองรับน้ำหนักได้ถึง 14 ตัน
- รถเทรลเลอร์ รถบรรทุกขนาดใหญ่ที่สุด เหมาะกับงานขนส่งระดับองค์กรและระหว่างภูมิภาค
รถทั้ง 8 ประเภทนี้ครอบคลุมทุกขนาดงานขนส่ง ตั้งแต่งานรายชิ้นในเมืองไปจนถึงงานกระจายสินค้าขนาดใหญ่ระหว่างจังหวัด แต่ละประเภทมีลักษณะการขนส่งที่แตกต่างกัน ซึ่งจะอธิบายละเอียดในหัวข้อถัดไป
1. มอเตอร์ไซค์
มอเตอร์ไซค์คือรถส่งสินค้าขนาดเล็กที่สุดในบริการของ Deliveree รับงานส่งพัสดุและเอกสารด่วนในเขตเมืองได้เร็วกว่ารถประเภทอื่น ลักษณะงานที่พบบ่อย ได้แก่ ส่งเอกสารทางกฎหมาย พัสดุขนาดเล็ก และสินค้าที่บรรจุในกระเป๋าท้ายรถได้
2. อีโคคาร์
อีโคคาร์คือรถนั่งส่วนบุคคลที่รับงานส่งสินค้าได้หลากหลายกว่ามอเตอร์ไซค์ รองรับน้ำหนักสินค้าได้สูงสุด 150 กิโลกรัม และรับงานขนส่งสินค้าที่ต้องการความระมัดระวังเป็นพิเศษ ลักษณะงานที่พบบ่อย ได้แก่ ส่งช่อดอกไม้ เค้ก ตุ๊กตาขนาดใหญ่ ชุดแต่งงาน และสินค้าออนไลน์ที่บอบบาง ประเภทรถที่สมัครได้ ได้แก่ รถเก๋ง 4 ประตู รถเก๋ง 5 ประตู รถ SUV และรถกระบะ 4 ประตู อายุรถต้องไม่เกิน 20 ปี
3. รถปิคอัพ
รถปิคอัพคือรถบรรทุกขนาดเล็กแบบเปิดท้ายที่รับงานหนักได้มากกว่าอีโคคาร์ รองรับน้ำหนักสินค้าได้สูงสุด 1 ตัน ลักษณะงานที่พบได้บ่อย ได้แก่ ขนอุปกรณ์ก่อสร้าง อิฐบล็อก คานเหล็ก กระเบื้อง รวมถึงงานกระจายสินค้าจากร้านค้าและงานขนย้ายบ้านขนาดเล็ก
4. รถกระบะตู้ทึบ
รถกระบะตู้ทึบคือรถบรรทุกที่มีตู้ปิดมิดชิดสามารถล็อกได้ รองรับน้ำหนักสินค้าได้สูงสุด 1.5 ตัน สามารถปกป้องสินค้าจากฝนและฝุ่นได้ดีกว่ารถกระบะแบบเปิด ลักษณะงานที่พบบ่อย ได้แก่ การส่งสินค้าขนาดเล็กถึงกลางระหว่างคลังสินค้า ส่งของต่างจังหวัด ขนย้ายบ้าน และสินค้าบรรจุหีบห่อที่ต้องการพื้นที่ปิดมิดชิด
5. รถห้องเย็น
รถห้องเย็นคือรถบรรทุกที่มีระบบควบคุมอุณหภูมิภายในตู้ได้ต่ำสุดถึง -18 องศาเซลเซียส รองรับน้ำหนักสินค้าได้สูงสุด 1 ตัน และรับงานเฉพาะทางในอัตราค่าจ้างที่สูงกว่ารถกระบะทั่วไป ลักษณะงานที่พบบ่อย ได้แก่ ส่งอาหารแช่แข็ง ของสด ผักและผลไม้ วัตถุดิบร้านอาหาร ผลิตภัณฑ์นม หรือยาที่ต้องการอุณหภูมิคงที่ตลอดเส้นทาง
6. รถหกล้อ
รถหกล้อคือรถบรรทุกขนาดกลางที่บรรทุกสินค้าได้มากกว่ารถกระบะตู้ทึบ รองรับน้ำหนักสินค้าได้สูงสุด 5 ตัน มีพื้นที่ตู้สูงและกว้าง ลักษณะงานที่พบบ่อย ได้แก่ ย้ายออฟฟิศ ย้ายบ้าน ขนเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้า และงานขนอุปกรณ์อีเวนต์ เช่น เครื่องเสียงและอุปกรณ์แสงสี
7. รถสิบล้อ
รถสิบล้อคือรถบรรทุกขนาดใหญ่ที่รับงานระดับองค์กรได้ ประเภทรถสิบล้อที่ Deliveree รับมีทั้งแบบตู้และแบบคอก รองรับน้ำหนักสินค้าได้สูงสุด 14 ตัน ลักษณะงานที่พบบ่อย ได้แก่ กระจายสินค้าปริมาณมากระหว่างคลังสินค้า ขนส่งวัตถุดิบจากโรงงานไปยังร้านค้า และงานขนส่งระหว่างจังหวัดที่ต้องการพื้นที่บรรทุกขนาดใหญ่
8. รถเทรลเลอร์
รถเทรลเลอร์คือรถบรรทุกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในบริการของ Deliveree ลักษณะรถมีหางพ่วงต่อพ่วงกับหัวรถลากสำหรับขนส่งสินค้าปริมาณมากในระยะทางไกล ลักษณะงานที่พบบ่อย ได้แก่ ขนส่งสินค้าระหว่างโรงงานและคลังสินค้าขนาดใหญ่ กระจายสินค้าระหว่างภูมิภาค และงานขนส่งระดับองค์กรที่รถสิบล้อไม่สามารถรองรับปริมาณสินค้าได้เพียงพอ
วิธีการสมัครเป็นผู้ขับ Deliveree
วิธีการสมัครเป็นผู้ขับ Deliveree มีทั้งหมด 7 ขั้นตอน ตั้งแต่ดาวน์โหลดแอปไปจนถึงเริ่มรับงานแรก กระบวนการสมัครทั้งหมดทำผ่านแอปพลิเคชันบนมือถือโดยไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงาน โดยมีขั้นตอนทั้งหมดดังนี้
1. ดาวน์โหลดแอป Deliveree สำหรับผู้ขับ

2. กรอกเบอร์โทรศัพท์ และกดต่อไป

3. ยืนยันรหัส OTP ที่ส่งมาทาง SMS

4. อบรมและทำแบบทดสอบออนไลน์

5. กรอกข้อมูลและอัปโหลดรูป

6. กรอกข้อมูลเพื่อยื่นตรวจประวัติอาชญากรรม และยืนยันรูปรถ

7. รอรับการแจ้งเตือนการเปิดระบบ และเริ่มรับงานได้ทันที

ขั้นตอนการสมัครทั้งหมดนี้ ครอบคลุมตั้งแต่การลงทะเบียนไปจนถึงการพิสูจน์ตัวตนและผ่านการอบรม ก่อนที่จะเริ่มรับงานจริง ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่นาน และสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านสมาร์ทโฟน
คุณสมบัติในการสมัครเป็นผู้ขับ Deliveree มีอะไรบ้าง
คุณสมบัติในการสมัครเป็นผู้ขับ Deliveree มีทั้งหมด 6 ข้อ ครอบคลุมทั้งอายุ ที่อยู่อาศัย ใบขับขี่ และอุปกรณ์ที่จำเป็น คุณสมบัติเหล่านี้ออกแบบมาให้สมัครง่าย ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์งานขนส่งมาก่อน โดยมีข้อกำหนดดังนี้
- มีรถส่วนตัวที่พร้อมใช้รับงาน
- มีสมาร์ทโฟนระบบ Android สำหรับใช้งานแอป Deliveree
- อาศัยอยู่ในพื้นที่ให้บริการของ Deliveree
- มีอายุระหว่าง 20 ถึง 60 ปี
- มีใบขับขี่ที่ตรงกับประเภทรถและยังไม่หมดอายุ
- ไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมร้ายแรง
คุณสมบัติข้างต้นนี้เน้นความพร้อมในการทำงานเป็นหลัก ไม่ได้กำหนดวุฒิการศึกษาหรือประสบการณ์ขั้นต่ำ ทำให้คนที่มีรถและใบขับขี่สามารถเริ่มรับงานกับ Deliveree ได้ทันที
ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้างเพื่อสมัครเป็นผู้ขับ Deliveree
เอกสารที่ต้องเตรียมเพื่อสมัครเป็นผู้ขับ Deliveree มีทั้งหมด 5 รายการ สำหรับใช้ยืนยันตัวตนและความพร้อมของรถก่อนเริ่มรับงาน ดังนี้
- บัตรประชาชนสัญชาติไทย
- ใบขับขี่ที่ตรงกับประเภทรถ
- สมุดบัญชีธนาคารที่เป็นชื่อผู้สมัคร
- รูปถ่ายรถด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้าย และด้านขวา
- รูปถ่ายป้ายทะเบียนรถ
เอกสารทั้งหมดนี้ส่งเป็นรูปภาพผ่านแอปพลิเคชัน Deliveree For Drivers ได้โดยตรง ไม่ต้องเดินทางไปยื่นที่สำนักงาน
ข้อดีของการเป็นผู้ขับ Deliveree มีอะไรบ้าง
ข้อดีของการเป็นผู้ขับ Deliveree มีหลายประการ เหมาะทั้งกับคนที่ต้องการรายได้หลักและรายได้เสริม ดังนี้
- เวลาทำงานยืดหยุ่น
- โอกาสสร้างรายได้ได้เร็ว
- รับเงินรายวันหรือรายสัปดาห์
- เงื่อนไขการสมัครไม่ซับซ้อน
- ความต้องการงานขนส่งสูงในเขตเมือง
- มีโบนัสและสิทธิพิเศษ
- ทำงานอิสระตามรูปแบบของตนเอง
- เรียนรู้เส้นทางในเมืองได้เร็ว
- เลือกทำเป็นงานหลักหรืองานเสริมได้
- มีสิทธิประโยชน์ด้านประกันหรือค่าน้ำมันตามเงื่อนไขของบริษัท
ข้อดีทั้งหมดนี้ทำให้งานผู้ขับ Deliveree เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับคนที่ต้องการรายได้เพิ่มโดยไม่ต้องผูกมัดกับตารางงานตายตัว ซึ่งแต่ละข้อจะอธิบายรายละเอียดเพิ่มเติมในหัวข้อถัดไป
1. เวลาทำงานยืดหยุ่น
เวลาทำงานที่ยืดหยุ่นทำให้ผู้ขับ Deliveree เปิดแอปรับงานเมื่อพร้อม และปิดแอปได้ทันทีเมื่อต้องการหยุดโดยไม่มีตารางงานบังคับ เหมาะกับทั้งนักศึกษา คนที่มีงานประจำอยู่แล้ว และคนที่ต้องดูแลครอบครัว
2. โอกาสสร้างรายได้ได้เร็ว
โอกาสสร้างรายได้ได้เร็วเริ่มต้นทันทีหลังผู้ขับผ่านการสมัครและอบรมออนไลน์ในแอปเสร็จ ไม่ต้องรอรอบการจ้างงานหรือผ่านการฝึกงานนานหลายสัปดาห์เหมือนงานประจำทั่วไป
3. รับเงินรายวันหรือรายสัปดาห์
การรับเงินรายวันหรือรายสัปดาห์ทำให้ผู้ขับมีกระแสเงินสดเร็วกว่างานประจำที่จ่ายเดือนละครั้ง งานที่ลูกค้าชำระเป็นเงินสดรับได้ทันทีหลังส่งสำเร็จ ส่วนงานเครดิตโอนเข้าบัญชีธนาคารทุกสัปดาห์โดยอัตโนมัติ หรือถอนเงินล่วงหน้ารายวันได้ตามต้องการ
4. เงื่อนไขการสมัครไม่ซับซ้อน
เงื่อนไขการสมัครที่ไม่ซับซ้อนทำให้ผู้ขับไม่ต้องมีวุฒิการศึกษาขั้นต่ำหรือประสบการณ์งานขนส่งมาก่อน ต้องการแค่รถส่วนตัว ใบขับขี่ที่ตรงกับประเภทรถ และสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ (Android) เท่านั้น
5. ความต้องการงานขนส่งสูงในเขตเมือง
ความต้องการงานขนส่งที่สูงในเขตเมืองทำให้ผู้ขับในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่มีงานให้รับตลอดทั้งวัน เพราะตลาดอีคอมเมิร์ซและธุรกิจ B2B ในไทยยังเติบโตต่อเนื่อง
6. มีโบนัสและสิทธิพิเศษ
โบนัสและสิทธิพิเศษมีให้ผู้ขับที่รับงานสม่ำเสมอนอกเหนือจากค่าจ้างปกติ เช่น บัตรเติมน้ำมันและเงินพิเศษ รวมถึงโปรโมชันเพิ่มรายได้ต่าง ๆ ผ่านแอปพลิเคชัน
7. ทำงานอิสระตามรูปแบบของตนเอง
การทำงานอิสระตามรูปแบบของตนเองทำให้ผู้ขับเห็นรายละเอียดงาน เส้นทาง และรายได้ ก่อนตัดสินใจกดรับทุกครั้ง ช่วยให้ผู้ขับสามารถวางแผนการทำงานด้วยตนเองอย่างมีอิสระ ไม่มีหัวหน้าคอยสั่งการหรือกำหนดเป้าหมายรายวัน
8. เรียนรู้เส้นทางในเมืองได้เร็ว
การเรียนรู้เส้นทางในเมืองได้เร็วเกิดจากการรับงานจริงทุกวัน ยิ่งคุ้นเคยเส้นทางมากขึ้น ก็ส่งสินค้าได้เร็วขึ้น ประหยัดเชื้อเพลิง และรับงานได้มากขึ้นในแต่ละวัน
9. เลือกทำเป็นงานหลักหรืองานเสริมได้
การเลือกทำเป็นงานหลักหรืองานเสริมได้ทำให้ผู้ขับปรับปริมาณงานให้ตรงกับเป้าหมายรายได้ของตัวเองได้ รับงานเต็มวันถ้าต้องการรายได้หลัก หรือรับงานในช่วงเวลาว่างถ้าต้องการรายได้เสริม โดยไม่มีข้อผูกมัดเรื่องชั่วโมงทำงานขั้นต่ำ
10. มีสิทธิประโยชน์ด้านประกันหรือค่าน้ำมันตามเงื่อนไขของบริษัท
สิทธิประโยชน์ด้านประกันหรือค่าน้ำมันตามเงื่อนไขของบริษัทมีให้ผู้ขับที่รับงานสม่ำเสมอ ช่วยลดต้นทุนการทำงานในระยะยาว โดยติดตามรายละเอียดล่าสุดได้ผ่านแอป Deliveree
งานส่งของพาร์ทไทม์คืออะไร
งานส่งของพาร์ทไทม์คืองานรับจ้างขนส่งสินค้าที่ไม่ผูกมัดกับตารางงานหรือนายจ้างประจำ งานประเภทนี้มีลักษณะสำคัญดังนี้
- เลือกรับหรือปฏิเสธงานได้เองผ่านแอปพลิเคชัน
- กำหนดเวลาทำงานได้ตามต้องการโดยไม่มีตารางงานบังคับ
- รับค่าจ้างตามจำนวนงานหรือระยะทางที่ส่งจริง ไม่ใช่เงินเดือนรายเดือน
- ใช้รถส่วนตัวในการรับงานโดยไม่ต้องลงทุนซื้อรถใหม่
- ทำควบคู่กับงานประจำหรือภาระส่วนตัวได้
งานส่งของพาร์ทไทม์เหมาะกับคนที่ต้องการสร้างรายได้เสริมโดยไม่ต้องผูกมัดกับสัญญาจ้างระยะยาว
งานส่งของที่ใช้รถยนต์ส่วนตัวมีแบบไหนบ้าง
งานส่งของที่ใช้รถยนต์ส่วนตัว ครอบคลุมทั้งงานขนส่งสินค้าทั่วไป งานเร่งด่วน และงานระยะไกล แต่ละประเภทเหมาะกับขนาดรถและเวลาที่ผู้ขับมีในแต่ละวัน ดังนี้
- ส่งพัสดุและสินค้าออนไลน์ ให้ลูกค้าตามบ้านหรือสำนักงาน เหมาะกับคนที่หางานส่งพัสดุรถยนต์ส่วนตัว
- ส่งเอกสารสำคัญระหว่างองค์กรหรือสำนักงาน
- ขนส่งสินค้าธุรกิจ B2B ระหว่างโกดังหรือร้านค้า
- ส่งสินค้าระยะไกลข้ามจังหวัด
- ขนย้ายสิ่งของขนาดเล็กหรือกลางสำหรับลูกค้าทั่วไป
งานส่งของด้วยรถยนต์ส่วนตัวทั้ง 5 ประเภทนี้ สามารถรับผ่านแอปพลิเคชันขนส่งอย่าง Deliveree ได้ โดยผู้ขับเลือกประเภทงานที่เหมาะกับขนาดรถและเวลาตามต้องการ
สามารถเริ่มงานส่งของโดยไม่มีประสบการณ์มาก่อนได้ไหม
ได้ สามารถเริ่มงานส่งของโดยไม่มีประสบการณ์มาก่อน เพราะแพลตฟอร์มอย่าง Deliveree ไม่มีข้อกำหนดด้านวุฒิการศึกษาหรือประวัติการทำงานในสายขนส่ง ผู้สมัครที่ผ่านการอบรมออนไลน์ในแอปและเตรียมเอกสารครบสามารถเริ่มรับงานได้ทันทีหลังผ่านการตรวจสอบประวัติอาชญากรรม คุณสมบัติที่ต้องมีมีเพียงรถยนต์ส่วนตัว ใบขับขี่ที่ยังไม่หมดอายุ และสมาร์ทโฟนระบบแอนดรอยด์ (Android) เท่านั้น
งานส่งของพาร์ทไทม์จ่ายค่าตอบแทนให้ผู้ขับอย่างไร
งานส่งของพาร์ทไทม์จ่ายค่าตอบแทนให้ผู้ขับตามจำนวนงานที่รับจริง ไม่ใช่เงินเดือนประจำ รายได้ไม่มีตัวเลขคงที่ ในภาพรวมตลาดงานขนส่งในไทยมีช่วงรายได้สำหรับผู้ขับส่งของอยู่ที่ประมาณ 13,000 ถึง 49,500 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับประเภทรถ ความถี่ในการรับงาน และพื้นที่ปฏิบัติงาน
ทั้งนี้ ประเภทรถคือตัวแปรที่ส่งผลต่อค่าจ้างต่อเที่ยวมากที่สุด มอเตอร์ไซค์ เหมาะกับงานพัสดุขนาดเล็กและส่งอาหาร รายได้อยู่ในช่วง 8,000 ถึง 15,000 บาทต่อเดือน สำหรับการทำงานแบบพาร์ทไทม์ อีโคคาร์และรถเก๋งส่วนตัว รับงานพัสดุชิ้นเล็กและงานส่งเอกสารได้มากกว่า รายได้อยู่ในช่วง 10,000 ถึง 20,000 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับจำนวนงานที่รับต่อวัน
รถปิคอัพ รับน้ำหนักและปริมาตรได้มากกว่า เปิดโอกาสให้รับงานขนของตามบ้านและงาน B2B ได้ รายได้อยู่ในช่วง 15,000 ถึง 25,000 บาทต่อเดือน ส่วนรถกระบะตู้ทึบ ค่าตอบแทนเพิ่มขึ้นไปอีกขั้นที่ 25,000 ถึง 35,000 บาทต่อเดือน เพราะรับงานสินค้าชิ้นใหญ่และงานองค์กรได้ รถสองประเภทนี้เหมาะสำหรับคนที่ต้องการรายได้พาร์ทไทม์ที่คุ้มค่า
รถบรรทุกขนาดใหญ่ ตั้งแต่รถ 6 ล้อขึ้นไป มีรายได้สูงสุดในกลุ่มนี้ อยู่ในช่วง 35,000 ถึง 49,500 บาทต่อเดือน แม้รับงานจำนวนน้อยกว่ารถเล็ก แต่งานประเภทนี้ต้องการใบขับขี่เฉพาะและประสบการณ์จริง ไม่เหมาะสำหรับคนเพิ่งเริ่มต้น
นอกจากประเภทรถ ปัจจัยที่ดึงรายได้รวมขึ้นหรือลงคือพื้นที่รับงาน ช่วงเวลาที่เปิดแอป และโบนัสพิเศษจากแพลตฟอร์มสำหรับผู้ขับที่รับงานสม่ำเสมอ
ผู้ขับรถยนต์ส่วนตัวส่งของสามารถทำรายได้ต่อวันเท่าไหร่
ผู้ขับรถยนต์ส่วนตัวส่งของสามารถทำรายได้ต่อวันในช่วง 300 ถึง 1,500 บาท ก่อนหักค่าน้ำมันและค่าใช้จ่ายอื่น รายได้ในช่วงนี้ขึ้นอยู่กับจำนวนงานที่รับต่อวันและช่วงเวลาที่ทำงาน ไม่ใช่อัตราค่าจ้างคงที่ต่อชั่วโมง สำหรับผู้ขับที่ทำแบบพาร์ทไทม์ 4 ถึง 5 ชั่วโมงต่อวันมักรับงานได้ 2 ถึง 3 งาน รายได้ต่อวันจึงอยู่ที่ประมาณ 500 ถึง 900 บาท ส่วนผู้ขับที่เปิดแอปเต็มวันในเขตเมืองที่งานหนาแน่น รายได้ต่อวันขึ้นไปถึง 1,000 ถึง 1,500 บาท หากรับงานได้ 3 ถึง 4 งานขึ้นไป
นอกจากนี้พื้นที่รับงานส่งผลต่อรายได้ต่อวันโดยตรง กรุงเทพฯ และเมืองใหญ่มีงานถี่กว่าต่างจังหวัด ทำให้ค่าจ้างต่อเที่ยวสะสมได้เร็วกว่าในเวลาเท่ากัน โบนัสรายวันจากแพลตฟอร์มที่มอบให้เมื่อรับงานครบตามเป้าก็เพิ่มรายได้รวมต่อวันได้อีกทาง โดยไม่นับในค่าจ้างพื้นฐานต่องาน
รายได้งานส่งของพาร์ทไทม์คุ้มค่าหลังหักค่าใช้จ่ายไหม
คุ้มค่า รายได้งานส่งของพาร์ทไทม์คุ้มค่าหลังหักค่าใช้จ่าย รายได้สุทธิหลังหักค่าน้ำมันและค่าบำรุงรักษาโดยทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 60 ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ของรายได้รวม ซึ่งยังสูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำรายวันในกรุงเทพฯ ที่ 400 บาทต่อวันสำหรับกรุงเทพฯ
สำหรับค่าใช้จ่ายหลักมีสองอย่าง ค่าน้ำมันและค่าบำรุงรักษา ค่าน้ำมันคือต้นทุนหลักและแปรผันตามระยะทางโดยตรง ส่วนค่าบำรุงรักษาตามระยะ เช่น น้ำมันเครื่อง ยาง และค่าซ่อม คือต้นทุนที่คนมักลืมนับ แต่ส่งผลต่อรายได้สุทธิจริงในระยะยาว รถยนต์ที่ประหยัดน้ำมันกว่าจึงมีต้นทุนต่อเที่ยวต่ำกว่า และรายได้สุทธิสูงกว่า แม้ค่าจ้างต่องานจะเท่ากัน
สำหรับคนที่มีรถอยู่แล้วและไม่ได้ใช้งานช่วงกลางวัน งานส่งของพาร์ทไทม์เป็นทางเลือกที่เพิ่มรายได้บนต้นทุนค่าเสื่อมรถที่เกิดขึ้นอยู่แล้ว ไม่ว่าจะใช้รถหรือไม่ก็ตาม
รถประเภทไหนเหมาะกับงานส่งของพาร์ทไทม์มากที่สุด
ประเภทรถที่เหมาะกับงานส่งของพาร์ทไทม์มากที่สุดคือรถอีโคคาร์ โดยเฉพาะผู้เริ่มต้น เพราะสมดุลระหว่างต้นทุนน้ำมัน ความคล่องตัวในเมือง และรายได้ต่องานได้ดีกว่ารถประเภทอื่น อย่างไรก็ตาม รถแต่ละประเภทมีจุดแข็งต่างกันขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและพื้นที่รับงาน ดังนี้
ประเภทรถ สินค้าที่เหมาะ ความคล่องตัวในเมือง ต้นทุนน้ำมัน รายได้ต่องาน มอเตอร์ไซค์ พัสดุเล็ก เอกสาร และอาหาร สูงมาก ต่ำมาก 100 ถึง 250 บาท อีโคคาร์ พัสดุขนาดกลาง และของชำ สูง ต่ำ 200 ถึง 500 บาท รถปิคอัพ สินค้าชิ้นใหญ่ และของตกแต่งบ้าน ปานกลาง ปานกลาง 700 ถึง 1,300 บาท รถกระบะตู้ทึบ สินค้าองค์กร และธุรกิจ B2B ปานกลาง ปานกลาง ถึง สูง 1,000 ถึง 2,000 บาท รถบรรทุก 6 และ 10 ล้อ สินค้าอุตสาหกรรมและของหนัก ต่ำ สูง 3,000 บาทขึ้นไป
แต่ละประเภทรถมีข้อดีแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความสะดวกและความต้องการของผู้ขับ โดยอีโคคาร์ประหยัดน้ำมันกว่ารถปิคอัพและคล่องตัวในการหาที่จอดในเขตเมือง รับงานได้หลากหลายโดยไม่ต้องใช้ทักษะขับพิเศษ ส่วนรถปิคอัพเหมาะกว่าเมื่อต้องการรายได้ต่อเที่ยวสูงขึ้น แต่ต้นทุนน้ำมันและค่าบำรุงรักษาก็สูงตามไปด้วย
ข้อดีของการใช้รถยนต์ส่วนตัวในงานส่งของมีอะไรบ้าง
ข้อดีของการใช้รถยนต์ส่วนตัวในงานส่งของคือผู้ขับใช้รถที่มีอยู่แล้วรับงานผ่านแพลตฟอร์มได้ทันที โดยไม่ต้องเช่าหรือซื้อรถใหม่ รถยนต์ส่วนตัวมีพื้นที่บรรทุกมากกว่ามอเตอร์ไซค์ รับสินค้าขนาดกลางถึงชิ้นใหญ่ได้ และปกป้องสินค้าจากฝนและความเสียหายระหว่างทางได้ดีกว่า ส่วนรถยนต์ส่วนตัวรับงานได้ต่อเนื่องทุกสภาพอากาศโดยไม่ต้องหยุดช่วงฝนตก
รถยนต์ส่วนตัวยังให้รายได้ต่องานสูงกว่ามอเตอร์ไซค์โดยตรง อีโคคาร์รับค่าเที่ยวเฉลี่ย 200 ถึง 500 บาทต่องานเทียบกับมอเตอร์ไซค์ที่ 100 ถึง 250 บาท รายได้ต่องานที่สูงกว่านี้แปลว่าผู้ขับรถยนต์ส่วนตัวต้องรับงานน้อยกว่าเพื่อให้ได้รายได้รวมต่อวันเท่ากัน คุ้มกว่าชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นรถยนต์ส่วนตัวยังมีต้นทุนเริ่มต้นแทบเป็นศูนย์ เพียงสมัครผ่านแอปก็รับงานได้ทันที ต้นทุนค่าเสื่อมรถยนต์ส่วนตัวเกิดขึ้นอยู่แล้วไม่ว่าจะใช้รถหรือไม่ การนำรถยนต์ส่วนตัวมาทำงานส่งของพาร์ทไทม์จึงเป็นการเพิ่มรายได้บนต้นทุนที่มีอยู่แล้ว
มอเตอร์ไซค์ส่งของดีกว่ารถยนต์ได้ไหม
ดีกว่าในบางสถานการณ์ มอเตอร์ไซค์ส่งของดีกว่ารถยนต์ในกรณีที่เป็นงานส่งพัสดุขนาดเล็กในเขตเมืองที่การจราจรหนาแน่น มอเตอร์ไซค์สามารถส่งสินค้าในสภาพการจราจรที่ติดขัดได้เร็วกว่า ค่าน้ำมันต่ำกว่า และค่าซ่อมบำรุงถูกกว่ารถยนต์อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม มอเตอร์ไซค์มีข้อจำกัดตรงที่รับสินค้าได้น้อย ไม่สามารถรับงานขนของหนักหรือสินค้าชิ้นใหญ่ได้ ในขณะที่รถยนต์รับงานมูลค่าสูงกว่า ค่าเที่ยวต่องานสูงกว่า และทำงานได้ต่อเนื่องทุกสภาพอากาศ รถยนต์จึงเหมาะกับงานส่งของนอกเมืองและงานระยะไกล ส่วนมอเตอร์ไซค์ดีกว่าในการขนส่งซอยแคบและพื้นที่ที่รถยนต์เข้าถึงยาก
วิธีเลือกแพลตฟอร์มรับงานส่งของ
วิธีเลือกแพลตฟอร์มรับงานส่งของที่ดีคือเปรียบเทียบปัจจัยหลักก่อนสมัคร เพราะการเปรียบเทียบแพลตฟอร์มรับงานส่งของตั้งแต่ต้นช่วยให้ผู้ขับเลือกได้ตรงกับประเภทรถที่มี พื้นที่ทำงาน และเวลาที่พร้อมรับงาน โดยปัจจัยที่ควรเปรียบเทียบก่อนเลือกแพลตฟอร์มรับงานส่งของมีดังนี้
- ตรวจสอบอัตราค่าเที่ยวและโครงสร้างค่าคอมมิชชั่น แพลตฟอร์มบางแห่งหักค่าคอมมิชชั่นสูงกว่า ทำให้รายได้สุทธิต่องานต่ำแม้ค่าเที่ยวหน้าจอดูสูง
- เปรียบเทียบความถี่และปริมาณงานในพื้นที่ แพลตฟอร์มที่มีงานน้อยในพื้นที่ ทำให้รอนานระหว่างงานและกระทบรายได้ต่อวันโดยตรง
- ดูรอบการจ่ายเงินและเงื่อนไขการถอนเงิน เลือกแพลตฟอร์มที่จ่ายรายวันหรือรายสัปดาห์ได้ทันที ไม่มีเงื่อนไขขั้นต่ำที่สูงเกินไป
- เช็กความเข้ากันได้ของรถกับแพลตฟอร์ม แพลตฟอร์มบางแห่งรับเฉพาะรถบางประเภท ตรวจก่อนสมัครเพื่อไม่เสียเวลา
- พิจารณาโบนัสและสิ่งจูงใจระยะยาว แพลตฟอร์มที่มีโบนัสตามยอดงานหรือค่าน้ำมันช่วยเพิ่มรายได้นอกเหนือจากค่าเที่ยวปกติ
- อ่านรีวิวจากผู้ขับคนอื่นในพื้นที่เดียวกัน ประสบการณ์จริงจากผู้ขับที่ใช้แพลตฟอร์มในเมืองเดียวกันบอกได้ดีกว่าข้อมูลบนเว็บไซต์
ปัจจัยทั้ง 6 ข้อนี้ครอบคลุมทั้งรายได้ จำนวนงาน และเงื่อนไขที่ส่งผลต่อรายได้จริงต่อวันของผู้ขับโดยตรง แพลตฟอร์มที่ผ่านเกณฑ์เหล่านี้ครบจะช่วยให้ผู้ขับรับงานส่งของได้อย่างคุ้มค่าและต่อเนื่องในระยะยาว
ทำไมถึงควรเลือก Deliveree สำหรับงานส่งของ
Deliveree คือแพลตฟอร์มรับงานส่งของในไทยที่ให้ผู้ขับเลือกรับงานได้เอง รับเงินรายวันหรือรายสัปดาห์ และทำงานได้ตามเวลาที่สะดวก ต่างจากงานประจำชัดมาก Deliveree มีงานหลายพันรายการต่อวันจากลูกค้าทั้งบริษัทใหญ่ ธุรกิจขนาดเล็ก และบุคคลทั่วไปทั่วประเทศ โดยเหตุผลที่ผู้ขับเลือก Deliveree สำหรับงานส่งของมีดังนี้
- รับงานได้ต่อเนื่องทุกวัน Deliveree มีงานจากลูกค้าหลากหลายประเภทอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ผู้ขับไม่ต้องรอนานระหว่างงาน
- เลือกรับงานได้ตามต้องการ ผู้ขับเลือกงานเองจากระบบ ไม่มีการบังคับรับงาน และทำงานได้ตามเวลาที่ว่าง
- รับเงินได้รายวันหรือรายสัปดาห์ Deliveree จ่ายเงินให้ผู้ขับได้ทั้งแบบรายวันและรายสัปดาห์ ไม่ต้องรอนาน
- รับโบนัสเพิ่มเติมนอกเหนือจากรายได้ค่าเที่ยวปกติ ผู้ขับมีโอกาสรับโบนัสตามยอดงานตามเงื่อนไขที่แพลตฟอร์มกำหนด
- แข่งขันได้ด้านค่าคอมมิชชั่น Deliveree คิดค่าคอมมิชชั่นในอัตราที่แข่งขันได้เมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มส่งของอื่นในตลาดไทย
- ใช้งานแอปได้ง่าย สำหรับผู้ขับรองรับการติดตามงานแบบเรียลไทม์ การสื่อสารกับลูกค้า และการจัดการงานได้ในที่เดียว
- รองรับรถหลายประเภท ตั้งแต่รถมอเตอร์ไซค์ไปจนถึงรถเทรลเลอร์ ทำให้ผู้ขับใช้รถที่มีอยู่แล้วรับงานได้ทันที
งานขับรถส่งของกับ Deliveree เหมาะกับทั้งผู้ขับที่ต้องการรายได้เสริมพาร์ทไทม์และผู้ขับที่ต้องการทำงานส่งของเป็นรายได้หลัก ผู้ขับที่ผ่านการตรวจสอบเอกสารและการอบรมออนไลน์ในแอปสามารถเริ่มรับงานแรกได้ทันทีหลังได้รับการอนุมัติ


แชท